
Key Takeaway
ไม่ว่าขับรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า เจ้าของรถทุกคนคงหนีไม่พ้นค่าซ่อมและบำรุงรักษารถ ตั้งแต่ค่าอะไหล่ ค่าแรงช่าง ไปจนถึงค่าตรวจเช็กระบบตามระยะ บางคนเลือกซ่อมตามระยะ หรือบางคนปล่อยไว้แล้วซ่อมเมื่อเสีย แล้วค่อยจ่ายหนักทีเดียว
ช่วงนี้กระแสรถไฟฟ้าในไทยกำลังมาแรงสุดๆ จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “รถ EV ค่าซ่อมแพงกว่ารถน้ำมันไหม?” จริงๆ ค่าบำรุงรักษารถไฟฟ้าไม่ได้แพงกว่ารถน้ำมันเสมอไปหรอก เพราะเขามีชิ้นส่วนที่ต้องดูแลน้อยกว่าเยอะเลย ส่วนที่ต้นทุนสูงจริงๆ คือระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ แต่ถ้าเหล่ากู๊ดดี้ใช้งานและดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิต โอกาสที่จะเสียก็น้อยมาก
บทความนี้เฮ้กู๊ดดี้เลยจะขออาสาพาทุกคนมาเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพชัดๆ ว่าระหว่างรถน้ำมันกับรถไฟฟ้า แบบไหนจะช่วยให้เหล่ากู๊ดดี้จ่ายคุ้มค่ากว่ากันในระยะยาว

เหล่ากู๊ดดี้รู้ไหมว่ารถไฟฟ้าเขาตัดส่วนที่เคยจุกจิกในรถน้ำมันออกไปเยอะมาก เราไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง หัวเทียน หรือค่าดูแลระบบเกียร์ที่ซับซ้อนอีกต่อไป เพราะรถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์สันดาปและเกียร์หลายจังหวะมากวนใจ ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงไปเยอะเลย
แต่สิ่งที่ต้องหันมาโฟกัสแทนก็คือ ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง แบตเตอรี่ และพวกซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่คอยควบคุมรถทั้งคัน ถึงค่าซ่อมต่อครั้งจะดูสูงกว่า แต่ถ้าใช้งานและบำรุงรักษาตามคู่มือ โอกาสที่ต้องซ่อมใหญ่จริงๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยอย่างที่หลายคนกังวลกัน

มาดูฝั่งรถน้ำมันกันบ้าง จริงๆ ค่าซ่อมรถยนต์น้ำมันไม่ได้โผล่มาเป็นก้อนใหญ่ครั้งเดียวนะ แต่ค่อยๆ แอบสะสมจากการสึกหรอและค่าแรงซ่อมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจ่ายกันไปทุกปี ทั้งตอนเข้าเช็กระยะหรือตอนที่รถเริ่มประท้วงตามอายุ หลายคนอาจจะโฟกัสแค่ค่าน้ำมันที่เติมทุกเดือน จนลืมบวกค่าอะไหล่กับค่าแรงช่างที่ต้องจ่ายตลอดอายุรถไปเลย

| รายการค่าใช้จ่าย | รถไฟฟ้า (EV) | รถน้ำมัน (ICE) |
| ค่าแบตเตอรี่หรือเครื่องยนต์ | แบตเตอรี่ทั้งลูกถ้าถึงเวลาต้องเปลี่ยน ราคาประมาณ 200,000-400,000* บาท แต่ปกติใช้งานได้ 8-10 ปีขึ้นไป จนพ้นระยะผ่อนรถเลย | ไม่มีค่าเปลี่ยนทั้งชุดชัดเจน แต่มีค่าซ่อมเครื่อง เกียร์ เทอร์โบถ้าวิ่งหลายปี อาจเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท |
| ค่าเช็กระยะประจำปี | ไม่มีค่าน้ำมันเครื่อง งานหลักคือเช็กระบบ น้ำมันเบรก ค่าเช็กระยะประมาณ 2,000-5,000* บาทต่อครั้ง | ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และอะไหล่สึกหรอ ค่าเช็กระยะประมาณ 3,000-8,000* บาทต่อครั้ง ถ้าซ่อมใหญ่บางทีเกิน 10,000* บาทเลย |
| ผ้าเบรก | ผ้าเบรกอยู่ได้นาน เพราะมีระบบชาร์จไฟกลับ บางกรณีเกิน 100,000 กม. ค่าเปลี่ยนชุดหนึ่งประมาณ 4,000-8,000* บาท | ผ้าเบรกสึกเร็วกว่าปกติ เปลี่ยนทุก 40,000-70,000 กม. ค่าเปลี่ยนประมาณ 3,000-7,000* บาทต่อชุด |
| ยางรถยนต์ | ราคาต่อชุด 4 เส้นประมาณ 10,000-20,000* บาท แต่เพราะรถหนักและแรงบิดสูง ขับแรงบ่อย ยางจะสึกเร็วขึ้นนิดหน่อย | ราคาต่อชุด 4 เส้นประมาณ 10,000-20,000* บาท อายุยางขึ้นอยู่กับสไตล์การขับและสภาพถนน |
| ภาพรวมค่าบำรุงรักษาระยะยาว | โดยเฉลี่ยค่าดูแลถูกกว่ารถน้ำมันประมาณ 30-50% เพราะชิ้นส่วนสึกหรอน้อย และไม่มีค่าน้ำมันเครื่องหรืออะไหล่เครื่องยนต์เยอะ | ค่าเซอร์วิสและอะไหล่สิ้นเปลืองทยอยจ่ายเรื่อยๆ ถึงไม่ใช่ก้อนใหญ่ แบบแบต EV แต่รวมกันหลายปีแล้วถือว่าเยอะกว่า EV อยู่ดี |
*ราคาเป็นแค่ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้นเท่านั้น ตัวเลขจริงอาจแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ รุ่นรถ ศูนย์บริการ และโปรโมชันในช่วงนั้น ก่อนตัดสินใจควรเช็กค่าใช้จ่ายกับศูนย์บริการหรืออู่ที่ใช้ประจำทุกครั้ง
ถ้าเหล่ากู๊ดดี้ถามว่า… รถแบบไหนซ่อมแพงกว่า? เฮ้กู๊ดดี้ขอตอบว่า… เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนเลย ไม่ว่าจะวิ่งเยอะหรือน้อย ลักษณะการชาร์จไฟ เติมน้ำมัน อายุรถที่เหล่ากู๊ดดี้ตั้งใจใช้งานแค่ช่วงสั้นๆ 3-5 ปี หรือจะใช้ยาวๆ 8-10 ปี และที่สำคัญคือการดูแลรักษาสม่ำเสมอ
ถ้าเหล่ากู๊ดดี้เป็นสายขับเยอะ หมั่นดูแลตามระยะ รถไฟฟ้าจะช่วยให้ค่าซ่อมและค่าดูแลประหยัดมากกว่า แต่ถ้าเน้นวิ่งน้อย ไม่อยากเสี่ยงจ่ายค่าซ่อมระบบไฟฟ้าก้อนใหญ่ รถน้ำมันก็ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์อยู่นะ
ค่าซ่อมรถไฟฟ้าไม่ได้แพงกว่ารถน้ำมันเสมอไป รถ EV ตัดค่าใช้จ่ายจุกจิกอย่างการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง หัวเทียน น้ำมันเกียร์ และชิ้นส่วนเครื่องยนต์กลไกซับซ้อนออกไปเยอะมาก แต่ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จะไปอยู่ที่ระบบไฟฟ้าแรงดันสูงและแบตเตอรี่แทน แต่เหล่ากู๊ดดี้สบายใจได้เลย เพราะส่วนนี้ไม่ค่อยเสียบ่อยๆ ถ้าเราใช้ตามคู่มือผู้ผลิต ภาพรวมในระยะยาวเลยดูคุ้มกว่ามาก โดยเฉพาะกับรถที่ใช้งานเยอะและวางแผนจะใช้ยาว 5-8 ปีขึ้นไป
เพื่อความชัวร์ การมีประกันรถยนต์ไฟฟ้าไว้ช่วยจัดการความเสี่ยงเรื่องค่าแบตหรือระบบไฟคือทางเลือกที่ฉลาดมาก เหล่ากู๊ดดี้สามารถเข้าไปเปรียบเทียบเบี้ยและกดซื้อออนไลน์ได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชม. เลย จะได้วางแผนค่าใช้จ่ายให้คุ้มค่ากับไลฟ์สไตล์ได้!

ปกติค่าซ่อมรถยนต์เอาไปลดหย่อนภาษีไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในกลุ่มลดหย่อนของสรรพากร ยกเว้นแต่ว่าปีนั้นจะมีมาตรการพิเศษออกมา เช่น Easy e-Receipt หรือช้อปดีมีคืน ที่เราต้องขอใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice มาใช้ลดหย่อนตามเงื่อนไขเฉพาะปีนั้น อย่าลืมเช็กข่าวภาษีทุกปีนะ จะได้ไม่พลาดสิทธิ์!
ส่วนใหญ่ถ้าสุขภาพแบตเหลือประมาณ 70-80% ก็เริ่มคิดเรื่องเปลี่ยนได้แล้วนะ เพราะรถจะวิ่งได้ระยะทางน้อยลงจนกระทั่งกระทบการใช้งาน หลายค่ายรถก็รับประกันแบตไว้ที่ 70% นี่แหละ ถ้าต่ำกว่านี้ในช่วงประกันก็เคลมได้เลยแบบไม่ต้องจ่ายเอง
ต้องคำนวณดีๆ นะ ถ้าได้รถมาถูกมากแต่ต้องควักเงินจ่ายค่าแบตเองอีก 200,000-500,000 บาท อาจจะไม่คุ้มเท่าซื้อป้ายแดงที่มีโปรแรงๆ และประกันแบตเต็มๆ ก่อนซื้อต้องเช็กสุขภาพแบตให้ชัวร์และดูว่าเราจะใช้ยาวอีกกี่ปีถึงจะคุ้มทุน
ถ้าแค่เซนเซอร์พังก็หลักหมื่นถึงแสนต้นๆ แต่ถ้าแพ็กแบตโดนน้ำเต็มๆ จนต้องเปลี่ยนทั้งลูก ค่าซ่อมอาจพุ่งไปถึง 200,000-500,000 บาท เลย ถ้ามีประกันที่คุ้มครองน้ำท่วมและแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ภาระตรงนี้ประกันจะรับไปดูแลให้แทน
เพราะโครงสร้างรถ EV ออกแบบมาเพื่อปกป้องแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ท้องรถ ช่างต้องใช้ความระมัดระวังและเครื่องมือพิเศษถอดประกอบเพื่อความปลอดภัยของระบบไฟแรงดันสูง แถมวัสดุบางรุ่นก็น้ำหนักเบาพิเศษ ค่าอะไหล่และค่าแรงเลยสูงกว่ารถน้ำมันทั่วไป
หลักๆ คือค่าสแกนโคดระบบไฟฟ้า ตรวจสภาพแบต เปลี่ยนไส้กรองแอร์ น้ำมันเบรก และเช็กช่วงล่างกับยาง รวมๆ แล้วจ่ายน้อยกว่ารถน้ำมันเยอะ เพราะไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือหัวเทียนนั่นเอง
ไม่บังคับ แต่ยางเฉพาะ EV จะออกแบบมาให้รับน้ำหนักรถที่เยอะกว่า (เพราะแบตหนัก) และจัดการแรงบิดสูงๆ ได้ดีกว่า แถมยังช่วยเก็บเสียงให้เงียบสมกับที่เป็นรถไฟฟ้าด้วย ถ้าอยากได้ความทนและนุ่มเงียบ ยาง EV ตอบโจทย์กว่านะ
ส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือเปลี่ยนแค่กล่องควบคุม ไม่ต้องเปลี่ยนจอยกชุดเสมอไป ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงแสนต้นๆ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นระบบส่วนไหนและแบรนด์อะไร
ถ้าขับทั่วไป ค่าเช็กระยะยังถูกกว่านะ แต่ความเสี่ยงคือถ้าแบตหรือระบบไฟแรงดันสูงเสียหลังหมดประกัน ค่าซ่อมจะสูงกว่าซ่อมเครื่องยนต์หรือเกียร์รถน้ำมันมาก แนะนำให้เตรียมงบสำรองหรือทำประกันคุ้มครองแบตต่อเนื่องไว้จะอุ่นใจที่สุด
ไม่เสมอไป! เบี้ยจะลดลงตามมูลค่ารถที่ลดลงและประวัติการขับขี่ของเรา ถ้าปีแรกขับดีไม่มีเคลม เบี้ยปีที่ 2 ก็มีสิทธิ์ลดลงได้นะ แต่เพราะค่าซ่อม EV ยังสูงอยู่ เบี้ยพื้นฐานเลยอาจจะดูสูงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกันนิดหน่อย
ถ้ากัดสายไฟชุดเล็กก็หลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าหนูดันไปแทะสายไฟแรงดันสูงชุดใหญ่ ค่าซ่อมอาจทะลุหลักแสนได้เลย! ข่าวดีคือประกันรถ EV บางเจ้ามีคุ้มครองกรณีสัตว์กัดแทะด้วย อย่าลืมเช็กเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ดีนะ
























