
Key Takeaway
หลายคนที่เพิ่งซื้อรถมือสอง กำลังจะขายรถให้คนอื่น เพิ่งได้รับรถเป็นมรดกตกทอด หรือแม้แต่กรณีที่บริษัทต้องการโอนรถมาเป็นชื่อบุคคลธรรมดา แต่แอบสับสนว่าต้องเริ่มต้นยังไง ใช้เอกสารโอนรถอะไรบ้าง ต้องขับรถไปที่สำนักงานขนส่งจริงๆ ไหม แล้วถ้ารถคันนั้นยังมีประกันอยู่ จะโอนให้เจ้าของใหม่ได้เลยหรือเปล่า?
การทำความเข้าใจเรื่องโอนรถยนต์เปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะช่วยให้ข้อมูลในเล่มทะเบียนของเราถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาจุกจิกกวนใจในอนาคตได้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ การต่อภาษี ค่าปรับจราจร ไปจนถึงการเคลมประกัน วันนี้เฮ้กู๊ดดี้เลยรวบรวมข้อมูลเข้าใจง่ายๆ มาฝากกัน ตั้งแต่เอกสาร ขั้นตอน ไปจนถึงการจัดการเรื่องประกันภัยหลังโอนรถเลย
การโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถ คือกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเล่มทะเบียน จากคนหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไปเป็นอีกคนหนึ่งนั่นเอง แล้วทำไมต้องทำให้ถูกต้อง? เพราะการมีชื่อเป็นเจ้าของจริงในเล่มทะเบียน จะเป็นหลักฐานยืนยันกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ป้องกันปัญหาทางกฎหมาย ภาระเรื่องภาษี ค่าปรับต่างๆ แถมยังทำให้จัดการเรื่องประกันภัยได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
การโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถมีหลายรูปแบบนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราได้รถคันนั้นมายังไง เช่น ซื้อขายรถมือสองทั่วไป การโอนลอย การโอนระหว่างคนในครอบครัว การรับมรดก หรือโอนจากบริษัทมาเป็นชื่อคนธรรมดา ซึ่งแต่ละแบบก็อาจมีดีเทลการเตรียมเอกสารที่ต่างกันนิดหน่อย

ถ้าอยากไปโอนรถยนต์เร็วๆ และไม่เสียเที่ยว สิ่งสำคัญคือต้องทำตามสเต็ปของกรมการขนส่งทางบกให้ครบถ้วน ซึ่งเอาจริงๆ ขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดเลย แค่เตรียมเอกสารโอนรถให้พร้อม เอารถไปตรวจสภาพ แล้วยื่นเรื่องให้ถูกต้อง มาดูกันว่าแต่ละสเต็ปต้องทำยังไงบ้าง
เอกสารโอนรถพื้นฐานที่ต้องใช้แน่ๆ ในการโอนรถยนต์มีตามนี้เลย
แต่ทั้งนี้ เอกสารอาจจะต่างกันไปตามประเภทของการโอน เช่น โอนซื้อขาย โอนตรง โอนลอย โอนมรดก โอนข้ามจังหวัด หรือโอนจากบริษัทมาเป็นชื่อคนธรรมดา ทางที่ดีแนะนำให้เช็กรายการเอกสารกับกรมขนส่งทางบกอีกครั้งก่อนเดินทางไปทำเรื่องจริง จะได้เป๊ะที่สุด
สำหรับกรณีพิเศษอย่างการรับมรดก อาจจะต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้เพิ่มไปด้วยนะ
ต้องไปตรวจสภาพรถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ขนส่งยืนยันว่าหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถคันนั้น ตรงกับข้อมูลที่ระบุไว้ในเล่มทะเบียนจริงๆ โดยปกติแล้ว เราต้องขับรถคันที่จะโอนไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง ถ้าเจ้าหน้าที่พบว่ารถแอบไปดัดแปลงมาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หรือเลขเครื่องยนต์ไม่ตรงกับในเล่ม ก็อาจต้องไปจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบก่อน ถึงจะเดินหน้าโอนกรรมสิทธิ์ต่อไปได้
พอตรวจสภาพรถผ่านฉลุยแล้ว ก็เอาเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่ช่องบริการ ชำระค่าธรรมเนียม แล้วรอรับเล่มทะเบียนที่อัปเดตชื่อเจ้าของใหม่ได้เลย
ได้เล่มแล้วต้องรีบแจ้งประกันทันที เพราะการเปลี่ยนชื่อที่ขนส่งไม่ได้ทำให้ชื่อในประกันเปลี่ยนตามไปด้วย พอชื่อในเล่มทะเบียนเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ควรทักหาบริษัทประกันรถยนต์เดิมทันที เพื่อขอออกเอกสารสลักหลัง หรือปรับข้อมูลให้ตรงกับเจ้าของใหม่โดยเฉพาะถ้ารถยังมีประกันเหลืออยู่ จะได้ไม่มีปัญหาติดขัดเวลาต้องเคลมในอนาคต
การโอนรถมรดกจะมีขั้นตอนคล้ายๆ กัน แต่จะเข้มงวดและมีดีเทลเรื่องเอกสารเยอะกว่า เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ์ทางกฎหมายของผู้รับมรดกอย่างถูกต้อง และป้องกันปัญหาดราม่าแย่งชิงกรรมสิทธิ์ในภายหลัง โดยจะแบ่งเป็น 2 กรณีหลักๆ ตามนี้
ถ้าศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกออกมาเรียบร้อยแล้ว ถือว่าขั้นตอนต่างๆ จะจัดการได้ง่ายและเป็นระบบขึ้นเยอะเลย เพราะผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจเต็มที่ตามกฎหมายในการจัดการเรื่องรถยนต์แทนกองมรดกทั้งหมดได้ถูกต้อง
สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเวลาไปติดต่อเจ้าหน้าที่คือ “คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก” เพื่อใช้ยืนยันสิทธิ์ทั้งฉบับจริงและสำเนา อย่าลืมเตรียมเอกสารประจำตัวผู้จัดการมรดกแนบประกอบกับชุดเอกสารโอนรถด้วยนะ จะได้ทำเรื่องให้ผ่านรวดเดียวจบ ไม่ต้องเสียเวลา
สำหรับกรณีที่ผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมเอาไว้และระบุชื่อคนรับมรดกรถยนต์ไว้ชัดเจน ขั้นตอนการโอนก็ต้องอ้างอิงตามความต้องการในเอกสารนั้นเป็นหลัก ผู้รับมรดกจะต้องนำพินัยกรรมฉบับจริงพร้อมสำเนาไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันเสมอ นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมเอกสารสำคัญอื่นๆ ไปให้ครบด้วย เช่น ใบมรณบัตรเจ้าของรถเดิม และหลักฐานประจำตัวต่างๆ
แนะนำว่าควรโทรสอบถามรายละเอียดกับสำนักงานขนส่งแต่ละแห่งอีกครั้งก่อนเดินทางไป จะได้เตรียมทุกอย่างให้ครบจบในวันเดียว ไม่ต้องวิ่งไปกลับหลายรอบ
ทำได้แน่นอน! แต่จะต้องใช้เอกสารโอนรถฝั่งบริษัทให้ครบด้วย เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และหนังสือมอบอำนาจ

ตอนนี้เรายังไม่สามารถทำขั้นตอนการโอนเปลี่ยนชื่อผ่านออนไลน์ได้แบบ 100% นะ เพราะยังไงก็ต้องนำรถคันจริงไปตรวจสภาพ และให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารตัวจริงอยู่ดี แต่เราสามารถใช้ระบบออนไลน์มาช่วยทำให้ขั้นตอนสะดวกขึ้นได้!
การโอนลอย คือการที่เจ้าของเดิมเซ็นชื่อในเอกสารคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจทิ้งไว้แล้วยื่นเล่มทะเบียนให้ผู้ซื้อไปทำเรื่องโอนเองทีหลัง วิธีนี้ฮิตมากเพราะสะดวก ไม่ต้องนัดกันไปขนส่งในวันซื้อขาย แต่บอกเลยว่ามีความเสี่ยงแฝงอยู่เพียบ ทั้งฝั่งคนซื้อและคนขายเลย
ถ้ารถคันนั้นยังมีประกันภัยอยู่และยังไม่หมดอายุ สามารถโอนเปลี่ยนชื่อที่ขนส่งได้ตามปกติเลย ไม่มีปัญหา! แต่สิ่งที่ต้องรีบทำคือการอัปเดตเรื่องความคุ้มครอง ต้องรีบแจ้งบริษัทประกันภัยให้ทำเรื่องสลักหลังกรมธรรม์ (Endorsement) เปลี่ยนชื่อให้ตรงกับเจ้าของใหม่ ถ้าปล่อยทิ้งไว้แล้วดันเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ตอนเคลมอาจจะวุ่นวายและล่าช้าได้นะ

หลายคนชอบเข้าใจผิดว่าพอเปลี่ยนชื่อที่ขนส่งปุ๊บ ชื่อในประกันจะเด้งเปลี่ยนตามอัตโนมัติ... ความจริงคือไม่เปลี่ยนนะ! เพราะระบบของขนส่งกับบริษัทประกันไม่ได้เชื่อมต่อกัน เจ้าของใหม่เลยต้องเป็นคนไปแจ้งเปลี่ยนชื่อกับทางบริษัทประกันเอง
ถ้าประกันที่ติดรถมาเป็นแบบไม่ระบุชื่อ (แปลว่าคุ้มครองใครก็ตามที่มาขับรถคันนี้โดยที่เจ้าของรถยินยอม) ข้อดีคือมีความยืดหยุ่น ใครยืมไปขับก็ยังคุ้มครอง แต่แนะนำว่าควรโทรไปแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันให้ตรงกับชื่อเจ้าของรถคนใหม่อยู่ดี
เพราะถ้าชื่อในเล่มทะเบียนกับชื่อในกรมธรรม์เป็นชื่อเดียวกัน เวลาเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนหรือต้องทำเรื่องเคลม เจ้าหน้าที่จะได้เช็กข้อมูลง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งอธิบายความสัมพันธ์ให้วุ่นวาย ลดความสับสนและทำให้ขั้นตอนประสานงานต่างๆ รวดเร็วขึ้นเยอะ
อันนี้ขีดเส้นใต้หนาๆ เลยว่าสำคัญมาก! เจ้าของรถคนใหม่ต้องรีบแจ้งบริษัทประกันเพื่อขอเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกัน หรือเพิ่มชื่อผู้ขับขี่คนใหม่เข้าระบบด่วนๆ เลยนะ
เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันแล้วคนขับตอนนั้นไม่ใช่ชื่อคนที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ อาจโดนเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ปกติสูงถึง 6,000 บาทต่อครั้งเลย แถมยังอาจเจอปัญหาจุกจิกตอนบริษัทพิจารณาอนุมัติเคลมด้วย จึงควรรีบเปลี่ยนชื่อให้ถูกต้องไว้ก่อน จะได้ขับขี่สบายใจหายห่วง
การจัดการเรื่องเอกสารโอนรถให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่คนมีรถควรให้ความสำคัญมากๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราเป็นเจ้าของรถอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ยังช่วยตัดปัญหาปวดหัวที่อาจตามมาในอนาคตได้อีกด้วย และที่สำคัญที่สุด พอกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือปุ๊บ ต้องรีบแจ้งบริษัทประกันเพื่ออัปเดตชื่อให้ตรงกัน จะได้รักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองได้อย่างต่อเนื่องนะ
ถ้าคุณเพิ่งซื้อรถมาใหม่ หรือรับโอนรถมาแล้วรู้สึกว่าประกันแผนเดิมยังไม่ค่อยตอบโจทย์ หรือประกันใกล้จะหมดพอดี ลองเปรียบเทียบประกันจากหลายๆ บริษัทชั้นนำเพื่อให้เจอแผนที่ใช่ แวะมาเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะกับสไตล์กับ heygoody ได้เลย เช็กง่าย เปรียบเทียบสะดวก ช่วยให้เรื่องประกันกลายเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน!
(แอบกระซิบว่ารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด อย่าลืมอ่านและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อกันด้วยนะ)
ซื้อผ่าน heygoody เคลมได้จริง จะติดต่อบริษัทประกันเพื่อเคลมเองก็ไม่มีปัญหา เคลมได้เหมือนซื้อตรงกับประกัน หรือจะปรึกษาแอดมิน heygoody เรื่องเตรียมเอกสารเคลม ช่วยติดตามเคลมก็ทักแชทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง LINE @heygoody
หลังจากได้เล่มทะเบียนที่เป็นชื่อเราแล้ว สิ่งที่ต้องรีบทำคือเช็ก พ.ร.บ. และแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันให้ตรงกัน ความคุ้มครองจะได้ทำงานได้สมบูรณ์ตอนเกิดอุบัติเหตุ
ถ้าซื้อด้วยเงินสด ผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นชื่อผู้ซื้อเลย แต่ถ้าเป็นการจัดไฟแนนซ์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์จะเป็นชื่อของสถาบันการเงินที่ให้กู้ ส่วนเราจะมีชื่ออยู่ในช่อง “ผู้ครอบครองรถ” จนกว่าจะผ่อนหมด
ส่วนใหญ่สถาบันการเงินจะมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาครอบครองรถนะ เช่น ต้องมีชื่อครอบครองในเล่มอย่างน้อย 30 วัน ถึง 6 เดือน ถึงจะนำรถไปจัดไฟแนนซ์หรือขอสินเชื่อจำนำทะเบียนได้ แต่ต้องลองเช็กเงื่อนไขของแต่ละที่ดูอีกที
ใช้ต่อได้เลย! แต่มีข้อแม้ว่าต้องรีบโทรแจ้งบริษัทประกันเพื่ออัปเดตเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันให้เป็นชื่อเจ้าของใหม่ทันทีนะ เวลาเกิดเหตุขึ้นมาจะได้เคลมง่ายๆ ไม่มีปัญหาติดขัด
เล่มเขียวคือสมุดคู่มือจดทะเบียนสำหรับรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ส่วนเล่มฟ้า (หรือเล่มน้ำเงิน) คือสมุดคู่มือจดทะเบียนสำหรับรถยนต์ (เช่น รถเก๋ง รถกระบะ) หน้าที่หลักๆ เหมือนกันเลย คือใช้แสดงรายละเอียดรถและข้อมูลความเป็นเจ้าของตามกฎหมาย

บทความโดย
heygoody
เฮ้ กู๊ดดี้ เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านโบรกเกอร์ประกันออนไลน์ มั่นใจได้ด้วยประสบการณ์โบรกเกอร์ประกันภัยมากกว่า 10 ปี ภายใต้ เงินติดล้อ








