
Key Takeaway
ของใหม่ปี 2026: จ่ายภาษี 10% เต็มที่ร้านก่อน แล้วไปยืนยันการนำของออกนอกประเทศที่สนามบิน ถึงจะได้เงินคืน
ต้องซื้อเท่าไหร่: ยอดรวม 5,000 เยนขึ้นไป (ก่อนภาษี) ต่อ 1 ร้าน ต่อ 1 วัน และของกินของใช้นับรวมกันได้แล้ว
ข่าวดี: ไม่ต้องซีลถุงใสอีกแล้ว และเพดาน 500,000 เยนของสินค้าอุปโภคบริโภคถูกยกเลิก
เส้นตาย: ต้องยืนยันกับศุลกากรตอนออกจากญี่ปุ่น ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ซื้อ
ได้เงินคืนทางไหน: ขึ้นกับร้านหรือผู้ให้บริการคืนเงินของร้านนั้น มีทั้งโอนเข้าบัญชี เข้าบัตรเครดิต ผ่านแอป หรือเงินสดที่สนามบิน ถามให้ชัดตอนซื้อ
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นเปลี่ยนระบบ Tax-Free Shopping เป็นระบบ Tax Refund แบบใหม่ จากเดิมที่ซื้อสินค้าแล้วได้รับยกเว้นภาษีทันที กลายเป็นจ่ายราคารวมภาษีที่ร้านก่อน แล้วรับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่านำสินค้าออกจากประเทศจริง แต่ข่าวดีก็มี! เพราะระบบใหม่ช่วยให้ช้อปสะดวกขึ้นหลายอย่าง ทั้งไม่ต้องซีลถุงขนมและเครื่องสำอาง รวมถึงสามารถนำยอดซื้อสินค้าต่างประเภทมารวมกันได้ แล้วต้องซื้อเท่าไหร่ถึงได้เงินคืน? ต้องทำอะไรที่ร้าน? และมีจุดไหนที่ต้องระวังก่อนโหลดกระเป๋า? มาดูกันเลย!
Tax Refund ญี่ปุ่น คือการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Consumption Tax) อัตรา 10% ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจ่ายไปตอนซื้อของในญี่ปุ่น พูดง่ายๆ คือช้อปแล้วได้เงินคืน ส่วนที่เปลี่ยนในปี 2026 ไม่ใช่สิทธิ์ แต่เป็น จังหวะที่เราได้เงินคืน จากเดิมได้ลดตรงตอนจ่าย กลายเป็นจ่ายเต็มก่อนแล้วรับคืนตอนออกจากประเทศ
เหตุผลที่ญี่ปุ่นเปลี่ยน ก็เพราะระบบเก่าตรวจสอบยากว่าของถูกนำออกนอกประเทศจริงไหม มีคนใช้ช่องว่างนี้ซื้อของปลอดภาษีแล้วขายต่อในญี่ปุ่น ระบบใหม่เลยย้ายการยืนยันไปอยู่ที่ศุลกากรตอนออกเดินทาง ซึ่งตรงไปตรงมากว่า และสำหรับคนที่ทำตามกฎอย่างเรา จริงๆ แล้วเงื่อนไขหลายข้อผ่อนปรนลงกว่าเดิมด้วย
| เรื่องที่ต้องรู้ | ระบบเดิม | ระบบใหม่ (ซื้อตั้งแต่ 1 พ.ย. 2026) |
| จ่ายเงินที่ร้าน | หักภาษีออกให้เลย จ่ายราคา Net หรือได้เงินสดคืนที่ร้าน | จ่ายราคาเต็มรวมภาษี 10% |
| ได้เงินคืนเมื่อไหร่ | ตอนซื้อ หรือที่เคาน์เตอร์ของห้าง | หลังศุลกากรยืนยันว่านำของออกนอกประเทศแล้ว |
| ยอดซื้อขั้นต่ำ | 5,000 เยน แยกประเภทสินค้า | 5,000 เยน นับของทุกประเภทรวมกัน |
| ถุงซีลนิรภัย | สินค้าอุปโภคบริโภคต้องซีล ห้ามแกะ | ยกเลิกแล้ว ไม่ต้องซีล |
| เพดานยอดซื้อ | สินค้าอุปโภคบริโภคไม่เกิน 500,000 เยน/วัน | ยกเลิกแล้ว จำกัดแค่เท่าที่ถือออกไปได้เอง |
| เส้นตายนำออกนอกประเทศ | 30 วัน (ของใช้แล้วหมดไป) / 6 เดือน (ของใช้ทั่วไป) | 90 วัน นับจากวันซื้อ ใช้เหมือนกันหมด |
ถ้าอยากอ่านประกาศต้นทาง เว็บไซต์ร้านค้าปลอดภาษีของ สำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (観光庁) มีรายละเอียดระบบ Refund Method ไว้ครบ
คนที่ขอคืนภาษีญี่ปุ่นได้ คือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ได้อาศัยหรือทำงานในญี่ปุ่น และอยู่ในประเทศไม่เกิน 6 เดือน โดยในพาสปอร์ตต้องมีสถานะ "Temporary Visitor" ซึ่งคนไทยที่บินไปเที่ยวจะได้สถานะนี้อัตโนมัติตอนเข้าประเทศ ไม่ต้องขอเพิ่ม
ส่วนคนที่ขอไม่ได้ก็ตรงไปตรงมา คือคนที่ถือวีซ่าทำงาน วีซ่านักเรียนระยะยาว หรือมีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น แม้จะเป็นคนไทยก็ตาม
อีกข้อที่คนลืมบ่อย คือการ ส่งของกลับไทยแยกจากตัวเอง (別送) ใช้ขอคืนภาษีไม่ได้แล้วตั้งแต่ 31 มีนาคม 2025 ของทุกชิ้นที่จะขอเงินคืนต้องเดินทางออกไปพร้อมเราเท่านั้น
ต้องซื้อให้ยอดรวมถึง 5,000 เยนขึ้นไป (ราคาก่อนภาษี) ภายในร้านเดียวกันและวันเดียวกัน ข่าวดีของปี 2026 คือไม่ต้องแยกประเภทสินค้าอีกแล้ว เสื้อผ้ากับขนมในบิลเดียวกันนับรวมกันได้เลย ซึ่งทำให้ยอดถึงเกณฑ์ง่ายกว่าเดิมเยอะ
ของที่สามารถขอคืนภาษีได้
ของที่ขอคืนภาษีได้ ก็คือสินค้าทั่วไปที่เราซื้อแล้วหยิบกลับบ้าน
ส่วนที่ขอคืนไม่ได้ คือค่าบริการต่างๆ เพราะไม่ใช่สินค้าที่ถือออกนอกประเทศ เช่น ค่าโรงแรม ค่าอาหารที่นั่งกินในร้าน ค่าตั๋วรถไฟ ค่าเข้าสวนสนุก หรือค่าทำเล็บทำผม
เกร็ดที่คนไม่ค่อยรู้: ถ้าซื้อของชิ้นใหญ่ราคาตั้งแต่ 1 ล้านเยนขึ้นไป (ก่อนภาษี) เก็บใบรับประกันหรือใบรับรองความแท้ไว้กับตัวด้วย เพราะศุลกากรอาจขอดูตอนตรวจ
วิธีขอ Tax Refund ญี่ปุ่นที่ร้านมี 5 ขั้นตอน หัวใจอยู่ที่ต้องแจ้งพนักงาน ก่อน จ่ายเงิน และยื่นพาสปอร์ตเล่มจริงทุกครั้ง เพราะถ้าจ่ายเงินไปแล้วจะย้อนกลับมาทำไม่ได้

สังเกตสัญลักษณ์ดอกซากุระสีแดงพร้อมคำว่า Tax-Free ติดอยู่หน้าร้านหรือที่แคชเชียร์ ร้านที่ไม่มีป้ายนี้ทำเรื่องคืนภาษีให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะซื้อเยอะแค่ไหน
บอกสั้นๆ ว่า "Tax-Free, please" หรือ "แท็กซ์ฟรี" ก็เข้าใจกันแล้ว บางร้านมีเคาน์เตอร์ Tax-Free แยกต่างหาก ให้ถามพนักงานว่าต้องไปจุดไหน
พนักงานจะสแกนและบันทึกข้อมูลการซื้อ (Purchase Record) เข้าระบบออนไลน์ ผูกกับเลขพาสปอร์ตของเรา ตรงนี้คือข้อมูลที่ศุลกากรจะเรียกดูตอนเราออกจากประเทศ
จุดที่ต่างจากเมื่อก่อนชัดที่สุดอยู่ตรงนี้ เราจะจ่ายราคาเต็มรวม VAT 10% ไม่มีการหักออกให้ที่แคชเชียร์อีกแล้ว อย่าแปลกใจถ้ายอดที่จ่ายเท่าป้ายราคาพอดี
ขั้นตอนที่ห้ามข้าม เพราะแต่ละร้านคืนเงินไม่เหมือนกัน ถามให้ชัดว่าจะได้คืนทางไหน ต้องลงทะเบียนบัตรหรือบัญชีไว้ไหม แล้วเก็บใบเสร็จกับเอกสารยืนยันการซื้อไว้ให้ครบทุกใบ

ที่สนามบินต้องทำอย่างเดียว คือให้ศุลกากรยืนยันว่าเราเอาของออกนอกประเทศจริง โดยไปทำที่โถงผู้โดยสารขาออก ก่อน เช็กอินและโหลดกระเป๋า เพราะถ้าของอยู่ในกระเป๋าใต้ท้องเครื่องไปแล้ว เจ้าหน้าที่ขอดูของไม่ได้ และสิทธิ์คืนภาษีจะหลุด และต้องทำภายใน 90 วันนับจากวันที่ซื้อ นับตั้งแต่วันถัดจากวันซื้อ เช่น ซื้อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ต้องยืนยันให้เสร็จไม่เกินวันที่ 30 มกราคม 2027 สำหรับทริปเที่ยวปกติ 5-7 วัน เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลย
ถ้าบินออกจากสนามบินนาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ฟุกุโอกะ นิวชิโตเสะ หรือนาฮะ ทำผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องต่อคิว
ระวังเว็บปลอม: กรมศุลกากรญี่ปุ่นออกประกาศเตือนว่ามีเว็บไซต์แอบอ้างเป็น Visit Japan Web แล้วเก็บค่าบริการ ของจริงใช้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม ให้เข้าผ่านลิงก์ทางการเท่านั้น

ถ้าบินออกจากสนามบินอื่น หรือต่อ Wi-Fi ไม่ได้ ใช้วิธีนี้แทน ผลลัพธ์เหมือนกัน
เรื่องที่ต้องรู้ให้ชัด: ศุลกากรตรวจ ทั้งบิล ถ้าของในบิลนั้นหายไปชิ้นเดียว หรือถูกใช้ไปแล้ว ของทั้งบิลนั้นจะหมดสิทธิ์คืนภาษีทันที ไม่ใช่หลุดแค่ชิ้นที่หาย
ได้เงินคืนหลังศุลกากรยืนยันการนำของออกเรียบร้อยแล้ว โดยคนที่คืนเงินให้เราคือร้านที่เราซื้อ หรือผู้ให้บริการคืนเงินที่ร้านนั้นใช้ ไม่ใช่รัฐบาลญี่ปุ่นโดยตรง เพราะฉะนั้นช่องทางและระยะเวลาจะต่างกันไปตามแต่ละร้าน
ช่องทางที่พบได้ตอนนี้
สิ่งที่ควรทำคือถามให้ชัดตั้งแต่ตอนซื้อว่าร้านนี้คืนเงินทางไหน และต้องผูกบัตรหรือกรอกข้อมูลอะไรไว้ก่อนไหม อย่ารอไปงงที่สนามบิน เพราะถึงตอนนั้นแก้อะไรไม่ทันแล้ว
เรื่องค่าธรรมเนียม: ระบบใหม่ยังไม่มีอัตรากลางที่หน่วยงานทางการประกาศ ร้านหรือผู้ให้บริการคืนเงินอาจหักค่าดำเนินการบ้าง ทำให้เงินที่ได้คืนจริงน้อยกว่า 10% เล็กน้อย ให้ถามที่ร้านเป็นรายกรณี
ส่วนใหญ่ที่คนไม่ได้เงินคืน ไม่ใช่เพราะกฎยุ่งยาก แต่เพราะพลาดจุดเล็กๆ ที่แก้ย้อนหลังไม่ได้
ระบบใหม่ฟังตอนแรกเหมือนยุ่งขึ้น แต่พอลงมือทำจริงจะพบว่ากฎหลายข้อสบายกว่าเดิม ไม่ต้องซีลถุง ไม่มีเพดาน 500,000 เยน และนับยอดของทุกประเภทรวมกันได้ สิ่งที่ต้องจำมีแค่สามอย่าง คือ แจ้งก่อนจ่าย ยื่นพาสปอร์ตเล่มจริง และไปหาศุลกากรก่อนโหลดกระเป๋า
ไปญี่ปุ่นทั้งที ใคร ๆ ก็อยากเที่ยวให้เต็มที่ กินของอร่อย ช้อปของที่ชอบ และกลับมาพร้อมความทรงจำดี ๆ เรื่อง Tax Refund ถ้าเตรียมตัวให้ดี ก็ช่วยให้ไม่พลาดเงินที่ควรได้รับคืน แต่ระหว่างเดินทาง ยังมีเรื่องที่เราอาจคาดไม่ถึง ทั้งเจ็บป่วย อุบัติเหตุ กระเป๋าเดินทางล่าช้า หรือเที่ยวบินมีปัญหา เพราะทริปที่ดี ไม่ใช่แค่เที่ยวให้คุ้ม แต่ต้องพร้อมรับมือกับเรื่องไม่คาดคิดด้วย
การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะกับทริปจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ โดย heygoody พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยประสานงานด้านการเคลมกับบริษัทประกันเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
กำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศอยู่ใช่ไหม?
heygoody คัดสรรแผนประกันเดินทางต่างประเทศที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มครองและงบประมาณ ให้คุณเลือกแผนที่เหมาะกับทริปได้ง่าย ๆ
สิทธิ์ที่ได้คือภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ของราคาสินค้า แต่เงินที่เข้ากระเป๋าจริงอาจน้อยกว่านั้นเล็กน้อย เพราะร้านหรือผู้ให้บริการคืนเงินบางรายหักค่าดำเนินการ ซึ่งระบบใหม่ยังไม่มีอัตรากลางที่ประกาศเป็นทางการ วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือถามที่เคาน์เตอร์ตอนซื้อว่าหักค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
เพราะระบบเดิมตรวจสอบได้ยากว่าของถูกนำออกนอกญี่ปุ่นจริงหรือไม่ ทำให้มีคนใช้สิทธิ์ซื้อของปลอดภาษีแล้วนำไปขายต่อในประเทศ ญี่ปุ่นจึงย้ายจุดยืนยันไปอยู่ที่ศุลกากรตอนออกเดินทาง คือคืนเงินเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าของออกนอกประเทศจริง ผลพลอยได้คือเงื่อนไขฝั่งนักท่องเที่ยวผ่อนลง ทั้งเลิกซีลถุงและเลิกเพดาน 500,000 เยน
ไม่ได้ และเสียสิทธิ์ทั้งบิลนั้น ไม่ใช่แค่ชิ้นที่แกะ แม้ปี 2026 จะเลิกบังคับซีลถุงนิรภัยแล้ว แต่เงื่อนไขว่าของต้องถูกนำไปใช้นอกประเทศยังอยู่ครบ วิธีกันพลาดง่ายๆ คือแยกถุงของที่ขอคืนภาษีไว้ต่างหาก อย่าเอาไปปนกับของกินระหว่างทริป
ไม่ได้ ชื่อบนพาสปอร์ตและชื่อบนบัตรที่ใช้จ่ายต้องเป็นคนเดียวกัน เป็นการป้องกันการสวมรอยใช้สิทธิ์ พนักงานจะเช็กทุกครั้ง ถ้าไปเที่ยวกันหลายคนแล้วอยากขอคืนภาษี ให้แต่ละคนจ่ายด้วยบัตรหรือเงินสดของตัวเองพร้อมยื่นพาสปอร์ตของตัวเอง
ไม่ได้เลย การขอคืนภาษีต้องเริ่มที่ร้าน ในวันที่ซื้อเท่านั้น เพราะร้านต้องบันทึกข้อมูลการซื้อผูกกับพาสปอร์ตเข้าระบบ ศุลกากรที่สนามบินทำได้แค่ยืนยันข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ไม่สามารถสร้างรายการใหม่จากใบเสร็จธรรมดาได้
รวมข้ามร้านไม่ได้ ยอด 5,000 เยนต้องมาจากร้านเดียวกันในวันเดียวกัน แต่มีข้อยกเว้นที่ช่วยได้มากคือห้างสรรพสินค้าใหญ่ ที่ให้รวมใบเสร็จจากหลายร้านในห้างเดียวกันภายในวันนั้น แล้วเอาไปทำเรื่องที่เคาน์เตอร์ Tax-Free กลางของห้างได้
ใช้กฎตามวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่บินกลับ ของที่ซื้อตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไปเข้าระบบใหม่ทั้งหมด ส่วนของที่ซื้อก่อนหน้านั้นยังอยู่ในระบบเก่า คือได้หักภาษีที่ร้านไปแล้ว ไม่ต้องไปขอเงินคืนที่สนามบินอีก








