
Key Takeaway
ภาพคุ้นตาเวลาไปสนามบินคือทุกคนต่างรีบร้อน บางคนรีบวิ่งไปขึ้นเครื่อง รีบผ่าน ตม. หรือแวะพักเหนื่อย แล้วเผลอวางกระเป๋าทิ้งไว้ตามเก้าอี้ ห้องน้ำ จุดตรวจสัมภาระ หรือบนรถเข็น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนนั่งรัดเข็มขัดบนเครื่องหรือถึงบ้านไปแล้ว
แต่การลืมของที่สนามบินไม่ใช่เรื่องที่ต้องแพนิกจนทำอะไรไม่ถูก เพราะสนามบินส่วนใหญ่มีจุดรับแจ้งของหายหรือแผนก Lost and Found ที่คอยช่วยประสานงานติดตามทรัพย์สินให้เราได้ สำหรับสายเที่ยวที่มีประกันติดตัว กรณีลืมของที่สนามบิน ประกันเดินทางอาจคุ้มครองกรณีสัมภาระสูญหาย เสียหาย หรือถูกขโมย แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์ และมักไม่คุ้มครองของที่วางทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแล ทางที่ดีที่สุดคือการตั้งสติให้ไว แล้วรีบมาดูวิธีทวงของรักกลับคืนมากัน!
พอรู้ตัวว่าของหาย หลายคนทำอะไรไม่ถูก ลองสูดหายใจลึกๆ แล้วดึงสติกลับมาก่อน เพราะยิ่งลนลานจะยิ่งนึกอะไรไม่ออก ลองมาดูสเต็ปง่ายๆ ที่จะช่วยทวงคืนของรักให้กลับมาอีกครั้ง
ลองไล่เรียงไทม์ไลน์สั้นๆ ในหัวดูว่าเราเห็นของชิ้นนั้นครั้งสุดท้ายที่ไหน วางไว้ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน จุดตรวจสัมภาระ แวะเข้าห้องน้ำ นั่งกินข้าว วางบนเก้าอี้รอขึ้นเครื่อง หรือลืมทิ้งไว้บนรถเข็นสนามบิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หาง่ายขึ้น ลองเช็กข้อมูลนี้ดู
ก่อนจะเดินไปแจ้งเรื่องหรือโทรประสานงาน ลองจดลิสต์ข้อมูลเหล่านี้เตรียมไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานไวขึ้น

กลับมาถึงบ้าน กำลังรื้อกระเป๋าจัดของอย่างสบายใจ แต่ดันเอะใจว่าของหายไปไหน! ถ้านึกขึ้นได้ว่าน่าจะลืมทิ้งไว้ที่สนามบินตอนกำลังวุ่นวายก่อนบินกลับ อย่าเพิ่งถอดใจคิดว่าคงไม่ได้คืนแล้ว ลองตั้งสติและทำตามสเต็ปนี้ก่อน
สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบติดต่อหาสนามบินปลายทางที่เราเพิ่งจากมา ปกติสนามบินใหญ่ๆ จะมีช่องทางให้ติดต่อสะดวกมาก อย่างสนามบินสุวรรณภูมิก็มีแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับแจ้งทรัพย์สินสูญหายโดยเฉพาะ หรือจะส่งอีเมลตรงไปที่แผนก Lost and Found ได้เลย แนะนำให้เขียนรายละเอียดให้ครบที่สุด ทั้งจุดที่คิดว่าลืม วันเวลา และลักษณะสิ่งของ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาง่ายขึ้น
ถ้ามั่นใจว่าน่าจะเผลอทิ้งไว้บนเครื่องบิน หรือเป็นปัญหาที่เกิดกับกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง ให้เปลี่ยนมาติดต่อคอลเซ็นเตอร์ของสายการบินที่เราเพิ่งนั่งมาแทน ก่อนโทรไปอย่าลืมเตรียมตั๋ว Boarding Pass หมายเลขเที่ยวบิน และข้อมูลสัมภาระให้พร้อม พอเจ้าหน้าที่รับสายปุ๊บจะได้แจ้งข้อมูลได้ครบถ้วนและรวดเร็ว ไม่ต้องหานานและเจอของไวขึ้น
ทุกครั้งที่ส่งเรื่องแจ้งของหาย สิ่งสำคัญคือต้องเซฟหลักฐานเก็บไว้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นอีเมลตอบกลับ หมายเลขเคสติดตามของ แบบฟอร์มแจ้งของหาย หรือเอกสารที่ทางสนามบินและสายการบินออกให้ เพราะถ้าเรามีประกันเดินทางที่คุ้มครองส่วนนี้ ก็นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลมค่าเสียหายกับบริษัทประกันตามเงื่อนไขกรมธรรม์ได้เลย
กรณีที่ของหายราคาแพง เช่น กล้องถ่ายรูป แล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ หรือเอกสารสำคัญ แนะนำให้สอบถามทางสนามบินหรือบริษัทประกันเพิ่มว่าต้องใช้เอกสารอะไรประกอบการเคลมบ้าง เพราะบางกรณีอาจต้องใช้รายงานการแจ้งความจากตำรวจท้องถิ่น ใบรายงานจากสนามบิน หรือเอกสารรับรองจากสายการบินมายืนยันด้วย จะได้เตรียมประสานงานขอเอกสารให้ถูกต้องและเคลมประกันได้ผ่านฉลุย
หลายคนอาจจะแอบหวังว่าประกันจะช่วยซัปพอร์ตเวลาลืมของ ลองมาดูเงื่อนไขกันให้เคลียร์ๆ จะได้เข้าใจตรงกันเวลาเกิดเรื่อง
ถึงแม้ประกันอาจไม่ได้ครอบคลุมความขี้ลืมในทุกๆ สถานการณ์ แต่การซื้อประกันเดินทางพกติดตัวไว้ก็เหมือนมีเพื่อนคู่คิด คอยซัปพอร์ตเวลาเจอเหตุฉุกเฉิน โดนล้วงกระเป๋า หรือเจอปัญหาปวดหัวจากสายการบินแบบไม่คาดฝัน ช่วยให้ออกทริปได้อุ่นใจและเที่ยวสนุกขึ้นเยอะเลย!

รู้ไหมว่าไม่ใช่ทุกเคสที่ของหายแล้วประกันจะจ่ายให้เสมอไป ลองมาเช็กกันดูว่าเหตุการณ์แบบไหนที่บริษัทประกันอาจจะขอ Say NO! ปฏิเสธการเคลมของเรา
ข้อนี้คนพลาดกันเยอะ! เช่น วางกระเป๋าจองเก้าอี้ไว้แล้วเดินไปซื้อกาแฟ วางมือถือทิ้งไว้บนโต๊ะอาหาร หรือจอดรถเข็นสัมภาระทิ้งไว้โดยไม่ได้เฝ้า กรณีแบบนี้ประกันส่วนใหญ่ไม่คุ้มครอง เพราะถือว่าเราประมาทและไม่ได้ดูแลทรัพย์สินของตัวเองให้ดีพอ
พวกของแพงๆ อย่างเงินสด เครื่องประดับ นาฬิกา กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บางแผนประกันอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องวงเงินชดเชยสูงสุดต่อชิ้น หรืออาจระบุไว้ในหมวดข้อยกเว้นเลย แนะนำให้เช็กเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัวร์ก่อนเสมอ
จะไปเบิกประกันปากเปล่าไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มีเอกสารยืนยันอย่างใบรายงานจากแผนกของหายของสนามบิน เอกสารจากสายการบิน หรือใบแจ้งความ การขอเคลมจะยากมาก เพราะบริษัทประกันจำเป็นต้องใช้เอกสารนี้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา
ปล่อยไว้นานเกินไปก็ระวังอด! เพราะหลายบริษัทประกันมีกำหนดระยะเวลาการแจ้งเรื่องเคลมเอาไว้ ทางที่ดีพอรู้ว่าของหายปุ๊บ ให้รีบแจ้งบริษัทประกันให้เร็วที่สุด แล้วถามเลยว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวจัดการทันเวลา
ถ้าโดนเจ้าหน้าที่สนามบินยึดของไปเพราะดันไปทำผิดกฎความปลอดภัย เช่น พกของเหลวไซซ์ใหญ่เกินกำหนด เผลอพกของมีคม หรือของต้องห้าม กรณีนี้จะไม่ถือว่าเป็นของหายตามเงื่อนไขของประกันเดินทาง และอยู่นอกเหนือความคุ้มครองแน่นอน
ของหายไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าตั้งสติรับมือทัน
เรื่องลืมของที่สนามบินเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องตั้งสติ นึกให้ออกว่าลืมไว้ตรงไหน แล้วรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแผนก Lost and Found ของสนามบิน หรือสายการบิน พร้อมกับขอเอกสารยืนยันเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้งเพื่อใช้ประกอบการเคลม แต่ต้องไม่ลืมเช็กเงื่อนไขกรมธรรม์ด้วย เพราะประกันมักไม่คุ้มครองกรณีที่เราวางของทิ้งไว้แบบไม่มีคนดูแล
วิธีป้องกันของหายที่สนามบินก่อนออกเดินทาง ให้ติดป้ายชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมลติดไว้ที่กระเป๋าทุกใบ รวมของสำคัญ พาสปอร์ต กระเป๋าตังค์ หรือมือถือ ในกระเป๋าสะพายใบเล็กติดตัวตลอดเวลา ฝึกนิสัยหันไปเช็กที่นั่ง จุดตรวจสัมภาระ หรือโต๊ะอาหารทุกครั้งก่อนเดินออกมา ถ่ายรูปกระเป๋าและของมีค่าไว้ในมือถือก่อนเริ่มทริปด้วย เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีภาพให้เจ้าหน้าที่ดูเป็นเบาะแส
เพิ่มความอุ่นใจให้ทุกทริปด้วยการพกประกันเดินทางติดตัวไว้ ให้ heygoody ช่วยดูแลด้วยบริการเปรียบเทียบแผนประกันเดินทางต่างประเทศและประกันเดินทางในประเทศจากหลายบริษัทชั้นนำ ซื้อออนไลน์ง่าย ได้รับกรมธรรม์ทันที พร้อมซัปพอร์ตให้คุณออกทริปได้อย่างสบายใจไร้กังวล
เคลมได้จริง! จะติดต่อบริษัทประกันเคลมเองก็ไม่มีปัญหา เคลมได้เหมือนซื้อตรงกับประกันเลย หรือจะปรึกษาแอดมิน heygoody เรื่องเตรียมเอกสารเคลม ช่วยติดตามเคลมก็ทักแชทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง LINE @heygoody
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นเคลม! เอกสารที่ต้องใช้เป๊ะๆ อาจจะต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน แต่ทั่วไป ควรเตรียมหลักฐานเบื้องต้นตามลิสต์นี้เลย
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และมูลค่าสิ่งของ ถ้าแค่วางลืมไว้แล้วมีคนเก็บไปส่ง Lost and Found อาจใช้แค่เอกสารรับรองจากทางสนามบินก็พอ แต่ถ้าสงสัยว่าโดนขโมย หรือของมีค่าราคาสูง เช่น กล้องถ่ายรูป แล็ปท็อป และตั้งใจจะนำไปเคลมประกันเดินทาง แนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจท่องเที่ยวหรือสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อขอใบแจ้งความมาเป็นหลักฐานยืนยันเสมอ
สำหรับใครที่รู้ตัวว่าลืมของไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของสนามบินสุวรรณภูมิ (ไม่ใช่บนเครื่องบิน) สามารถต่อสายตรงไปที่เคาน์เตอร์บริการทรัพย์สินสูญหาย (Lost & Found) ได้ที่เบอร์ 02-132-1880 หรือ 02-132-1890 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือส่งอีเมลไปที่ [email protected] เคาน์เตอร์จะตั้งอยู่ที่ชั้น 6 (ใช้ลิฟต์ท้าย Row Q) ของอาคารผู้โดยสารหลัก
ถ้าจุดเกิดเหตุคือสนามบินดอนเมือง ให้รีบโทรไปที่เบอร์ 02-535-1100 (ศูนย์ประชาสัมพันธ์ หรือ Lost & Found) หรือใครสะดวกเดินไปติดต่อด้วยตัวเอง เคาน์เตอร์จะตั้งอยู่ที่ชั้น 3 บริเวณทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร 1 และ 2 (Terminal 1 และ 2) โดยมีเจ้าหน้าที่สแตนด์บายคอยช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน
สเต็ปแรกให้เข้าไปที่เว็บไซต์หลักของสนามบินปลายทาง แล้วค้นหาเมนู “Lost and Found” หรือ “Lost Property” ส่วนใหญ่จะมีแบบฟอร์มออนไลน์ให้กรอกรายละเอียดของที่หาย หรือมีอีเมลให้ติดต่อโดยตรง หากเจ้าหน้าที่หาจนเจอ เราสามารถทำเรื่องขอให้เขาส่งพัสดุข้ามประเทศมาให้ได้ (ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการจัดส่งเองทั้งหมด) หรือจะทำหนังสือมอบอำนาจให้คนรู้จักที่อยู่ประเทศนั้นๆ เดินทางไปรับแทนก็ได้








