← กลับ

วิธีเช็กสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองง่ายๆ สำหรับผู้หญิง ทำได้แค่ไม่กี่ขั้นตอน

0 คน
แชร์
วิธีเช็กสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองง่ายๆ สำหรับผู้หญิง ทำได้แค่ไม่กี่ขั้นตอน

Key Takeaway

  • วิธีเช็กรถด้วยตัวเองก่อนออกเดินทาง ควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองและเช็ก 10 จุดสำคัญ เช่น ยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง ระบบเบรก และระบบไฟส่องสว่าง เพื่อลดความเสี่ยงรถเสียกลางทาง
  • ถ้ารถมีปัญหาระหว่างทาง ควรตั้งสติ นำรถเข้าจอดในพื้นที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน วางป้ายเตือน และเลี่ยงการลงจากรถในจุดที่มีความเสี่ยง
  • ประกันรถยนต์ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยจัดการปัญหารถเสีย ยางแบน หรือน้ำมันหมดได้เร็ว มีพกติดไว้ อุ่นใจแน่นอน
  • การเตรียมตัวสำหรับผู้หญิงขับรถคนเดียว ควรเน้นเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน วางแผนเส้นทางล่วงหน้า และเช็กแผนประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองตอบโจทย์การใช้งานจริง
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ ซ่อน

ไม่ว่าจะสตาร์ตรถขับไปทำงานคนเดียวทุกเช้า ขับรถไปต่างจังหวัด หรือเตรียมตัวออกทริปทางไกลกับครอบครัว สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนแอบกังวล คือความไม่แน่ใจว่ารถคันเก่งพร้อมใช้งานเต็มร้อยหรือยัง แต่รู้ไหม? ว่าการเช็กความพร้อมไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องงานช่างก็เริ่มต้นดูแลเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง เพราะนี่คือเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ 

การสละเวลาเช็กรถด้วยตัวเองในจุดสำคัญรอบตัวรถ ทั้งยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง ที่ปัดน้ำฝน และอุปกรณ์ฉุกเฉิน ช่วยลดความเสี่ยงรถเสียกลางทางได เปลี่ยนความกังวลให้เป็นความมั่นใจในทุกครั้งที่จับพวงมาลัย ให้ทุกการเดินทางราบรื่นและปลอดภัยในแบบที่จัดการได้เอง

วิธีเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง ต้องดูส่วนไหนบ้าง?

วิธีเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง ต้องดูส่วนไหนบ้าง?

ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ออกเดินทางไกล สละเวลาเช็กความพร้อมชิ้นส่วนต่างๆ ให้เดินทางได้อย่างสบายใจ มาดูกันว่า 10 จุดสำคัญรอบตัวรถที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องง้อช่างมีอะไรบ้าง

เช็กยางรถยนต์และลมยาง

เหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับยางรถยนต์เป็นอันดับแรก เพราะยางเป็นชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสพื้นถนนโดยตรง ถ้าลมยางอ่อนเกินไปหรือยางเสื่อมสภาพ อาจทำให้รถทรงตัวลำบาก กินน้ำมันมากขึ้น หรือเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุยางระเบิดขณะใช้ความเร็วสูง

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. เช็กรูปร่างยางทั้ง 4 เส้นว่ามีลักษณะสมดุล ไม่มียางเส้นไหนแบนหรือทรุดลงผิดปกติ
  2. มองหารอยแตกลายงา รอยฉีกขาด หรืออาการบวมปูดบริเวณแก้มยางด้านข้าง
  3. เช็กความลึกของดอกยาง สังเกตว่าสึกไปจนถึงระดับเดียวกับสัญลักษณ์สะพานยางในร่องยางแล้วหรือยัง
  4. เติมลมยางตามค่าแรงดันที่กำหนดไว้บนแผ่นสติ๊กเกอร์บริเวณขอบประตูฝั่งคนขับหรือตามคู่มือรถยนต์
  5. อย่าลืมเช็กสภาพและเติมลมยางอะไหล่ทิ้งไว้ด้วย ถ้ารถยนต์คันที่ใช้ยังมียางให้ใช้อยู่

เช็กน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในและระบายความร้อนให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งหรือต่ำกว่าเกณฑ์ ชิ้นส่วนต่างๆ จะเกิดการเสียดสีรุนแรงจนทำให้เครื่องยนต์พังเสียหายระหว่างทางได้

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. จอดรถยนต์บนพื้นราบเสมอกัน แล้วดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักครู่ให้น้ำมันไหลกลับลงอ่างน้ำมันเครื่อง
  2. เปิดฝากระโปรงหน้ารถแล้วมองหาก้านวัดน้ำมันเครื่อง มักทำเป็นห่วงพลาสติกสีสันสังเกตง่าย
  3. ดึงก้านวัดออกมา ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูสะอาดเช็ดคราบน้ำมันเก่าออกให้หมดก่อนเสียบกลับคืนจนสุด
  4. ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันที่เกาะอยู่บนก้านวัด
  5. ระดับน้ำมันเครื่องที่พร้อมใช้งานต้องประคองอยู่ระหว่างขีดสัญลักษณ์ Min และ Max
  6. หากพบว่าระดับน้ำมันต่ำกว่าปกติ ควรเติมน้ำมันเครื่องชนิดที่ตรงตามคู่มือระบุ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ

เช็กน้ำหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อนที่มีน้ำหล่อเย็นสมบูรณ์จะช่วยควบคุมไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัด ถ้าน้ำหล่อเย็นขาดหายไปจากระบบจะทำให้เกิดอาการเครื่องยนต์ความร้อนขึ้นสูง หรือ Overheat อาจทำให้ฝาสูบโก่งและสร้างความเสียหายหนักตามมา

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. สังเกตระดับน้ำหล่อเย็นผ่านถังพักน้ำสำรองที่เป็นพลาสติกใสโดยประเมินจากสายตา
  2. เช็กให้ระดับน้ำประคองอยู่ระหว่างขีดสัญลักษณ์ Min และ Max เสมอ
  3. ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำตอนที่เครื่องยนต์ยังมีความร้อนอยู่ เพราะแรงดันอาจดันให้น้ำเดือดพุ่งใส่ได้
  4. ถ้าพบว่าปริมาณน้ำลดลงบ่อยผิดปกติ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจหาร่องรอยการรั่วซึม
  5. เลือกใช้น้ำหล่อเย็นหรือน้ำยาหม้อน้ำตามเกรดและชนิดที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำไว้ในคู่มือ

เช็กระบบเบรก

ระบบเบรกเป็นกลไกหลักในการชะลอความเร็วและหยุดรถยนต์อย่างปลอดภัย หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเบรก ช่วยให้เราไหวตัวทันก่อนจะเกิดเหตุการณ์เบรกแตก ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. สังเกตอาการตอนเหยียบเบรก อาจรู้สึกว่าแป้นเบรกจมลึกกว่าปกติหรือรู้สึกนิ่มเกินไป
  2. ฟังเสียงรอบข้างตอนชะลอรถ ถ้ามีเสียงดังเอี๊ยดคล้ายโลหะขูดกันอาจเป็นสัญญาณว่าผ้าเบรกหมด
  3. จับความรู้สึกว่าพวงมาลัยหรือตัวรถสั่นสะท้อนตอนแตะเบรกเพื่อหยุดรถไหม
  4. เช็กสัญลักษณ์ไฟเตือนระบบเบรกบนหน้าปัดรถยนต์ว่ามีไฟสีแดงสว่างค้างขึ้นมาไหม
  5. ประเมินระยะเบรกในการหยุดรถ ถ้ารู้สึกว่าต้องใช้ระยะทางยาวกว่าปกติควรรีบนำรถเข้าเช็กเลย

เช็กไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว

ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณรอบตัวรถช่วยให้เห็นเส้นทางยามค่ำคืนและเป็นสื่อกลางในการบอกทิศทางกับเพื่อนร่วมถนน ถ้าหลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งดับลง อาจทำให้รถคันอื่นจับจังหวะไม่ถูกจนเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. ทดลองเปิดไฟหน้า ไฟสูง และไฟหรี่เพื่อเดินดูรอบตัวรถว่าหลอดไฟทำงานสว่างครบทุกดวง
  2. เช็กไฟท้ายและสัญญาณไฟเบรกด้านหลังว่าสว่างขึ้นทันทีที่เหยียบแป้นเบรกไหม
  3. เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเพื่อเช็กจังหวะการกะพริบว่าทำงานสม่ำเสมอ
  4. ทดสอบเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินเพื่อดูว่าไฟกะพริบพร้อมกันทั้งด้านหน้าและหลังรถ
  5. ถ้าไม่มีคนช่วยดูไฟท้าย ให้ใช้วิธีจอดรถใกล้กำแพงแล้วสังเกตแสงไฟที่สะท้อนกลับมาแทน

เช็กที่ปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก

ทัศนวิสัยที่เคลียร์ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยเมื่อต้องเจอสภาพอากาศแปรปรวน เช่น ฝนตกหนักหรือฝุ่นควันหนาแน่น ถ้ายางปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพจะรีดน้ำไม่สะอาด ทำให้มองทางไม่ชัด เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่าเดิมอีก

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. ทดลองเปิดที่ปัดน้ำฝนดูว่าเนื้อยางยังรีดน้ำออกจากกระจกหน้าได้สะอาด
  2. ถ้าใบปัดกระตุก มีเสียงดัง หรือทิ้งคราบน้ำเป็นฝ้าไว้บนกระจก ควรเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนชุดใหม่
  3. เปิดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อเติมน้ำสะอาดลงถังพักน้ำฉีดกระจกให้ได้ระดับที่กำหนดอยู่เสมอ
  4. เช็กรูหัวฉีดน้ำว่าพ่นน้ำออกมาเป็นฝอยกระจายทั่วกระจกและไม่มีสิ่งสกปรกอุดตัน

เช็กแบตเตอรี่

แบตเตอรี่คือหัวใจหลักในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์และหล่อเลี้ยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในรถยนต์ ถ้าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือไม่มีกำลังไฟ รถยนต์ก็สตาร์ตไม่ติดและทำให้แผนการเดินทางต้องสะดุดลง

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. สังเกตอาการตอนสตาร์ตรถ เครื่องยนต์อาจหมุนช้า ลากเสียงยาว หรือสตาร์ตติดยากกว่าปกติ
  2. ตรวจดูความสว่างของไฟหน้ารถในช่วงจอดนิ่งๆ ว่าหรี่ลงผิดปกติไหม
  3. สังเกตการทำงานของกระจกไฟฟ้าว่าเลื่อนขึ้น-ลงช้ากว่าเดิมไหม
  4. เฝ้าระวังไฟเตือนรูปแบตเตอรี่บนหน้าปัดรถยนต์หลังจากเครื่องยนต์สตาร์ตติดไปแล้ว
  5. เปิดฝากระโปรงหน้าดูขั้วแบตเตอรี่ว่าแน่นดีและไม่มีคราบขี้เกลือสีขาวเกาะอยู่

เช็กแอร์รถยนต์

ระบบปรับอากาศที่ทำงานปกติช่วยให้ผ่อนคลาย ขับขี่สบายตลอดทาง นอกจากนี้ ระบบแอร์ที่สมบูรณ์ยังช่วยไล่ฝ้าบนกระจกหน้าฝั่งด้านในรถเวลาที่ฝนตกนอกห้องโดยสารได้อีกด้วย

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. ทดลองเปิดแอร์แล้วปรับระดับดูว่าความเย็นกระจายออกมาสม่ำเสมอทั่วห้องโดยสารไหม
  2. ตั้งใจฟังเสียงการทำงานพัดลมแอร์และคอมเพรสเซอร์ว่ามีเสียงดังแปลกๆ เกิดขึ้นไหม
  3. สังเกตกลิ่นที่โชยออกมาจากช่องแอร์ว่ามีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นเหม็นไหม้ปนออกมาไหม
  4. ถ้าพบว่าแอร์มีแต่ลมร้อนหรือแอร์ไม่เย็น ควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่เพื่อเช็กระบบน้ำยาแอร์

เช็กน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพลังงานรถ

การวางแผนพลังงานให้เพียงพอต่อระยะทาง ป้องกันปัญหารถดับหรือพลังงานหมดเกลี้ยงกลางทาง การปล่อยให้พลังงานลดต่ำจนหมดหลอดบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อระบบปั๊มเชื้อเพลิงในรถน้ำมันหรือระบบแบตเตอรี่ในรถไฟฟ้าได้

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. เช็กปริมาณน้ำมันหรือระดับเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่บนหน้าปัด แล้วเติมให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
  2. ใครใช้รถ EV ควรเช็กระยะทางที่วิ่งได้จริงให้เหมาะกับเส้นทางที่จะไป
  3. ศึกษาข้อมูลและวางแผนตำแหน่งปั๊มน้ำมันหรือสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างเส้นทางล่วงหน้า
  4. ไม่ควรรอให้สัญญาณไฟเตือนพลังงานใกล้หมดสว่างขึ้นแล้วถึงค่อยเริ่มหาจุดเติม

เช็กอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถ

อุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินเหมือนเครื่องมือผ่อนหนักให้เป็นเบาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดข้างทาง การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและหยิบใช้ง่ายจะช่วยให้สามารถควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ปลอดภัย

วิธีเช็กเบื้องต้น

  1. เช็กว่ามีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถไว้เผื่อกรณีรถสตาร์ตไม่ติดหรือต้องการความช่วยเหลือ
  2. เตรียมไฟฉายดีๆ ไว้เช็กแบตเตอรี่ให้มีกำลังไฟส่องสว่างเสมอ
  3. พกป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงไว้ท้ายรถสำหรับใช้ตั้งเตือนเพื่อนร่วมทาง ถ้าจำเป็นต้องจอดริมถนน
  4. จัดชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น น้ำดื่มสะอาด และที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือสำรองไว้ในห้องโดยสาร
  5. บันทึกเบอร์ติดต่อฉุกเฉินและเก็บข้อมูลประกันรถยนต์ไว้ในมือถือ เพื่อความสะดวกในการประสานงาน

หากเกิดปัญหารถระหว่างเดินทาง ควรทำยังไง?

ต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน แต่บางครั้งรถคู่ใจก็มีงอแงระหว่างทางได้เหมือนกัน ถ้าจู่ๆ รถเกิดมีปัญหาขึ้นมากลางคัน ลองมาดู 5 วิธีรับมือช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ชวนปวดหัวให้กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ปลอดภัย ไร้กังวล

หากเกิดปัญหารถระหว่างเดินทาง ควรทำยังไง?

1. ตั้งสติและหาที่จอดปลอดภัย

เมื่อไรที่รถเริ่มส่งสัญญาณเตือน เช่น เครื่องยนต์ร้อน มีเสียงดังแปลกๆ ยางเริ่มแบน หรือมีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัด สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือตั้งสติ ควบคุมความตื่นเต้น แล้วหาที่จอดที่ปลอดภัยทันที ค่อยๆ ลดความเร็วลง เปิดไฟเลี้ยว แล้วประคองรถเข้าไหล่ทางกว้างๆ แวะเข้าปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ หรือมุมสว่างและคนพลุกพล่าน เพื่อเลี่ยงการกีดขวางจราจรและลดความเสี่ยงถูกชนท้าย

2. เปิดไฟฉุกเฉินและวางป้ายเตือน

นำรถเข้าจอดเทียบข้างทางแล้ว ให้ส่งสัญญาณบอกเพื่อนร่วมทางด้วย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ให้กดเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินเอาไว้ตลอดเวลา และถ้าในรถมีป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงฉุกเฉิน ให้นำไปวางไว้ท้ายรถในระยะห่างประมาณ 50-100 เมตร วิธีนี้จะช่วยให้รถคันอื่นที่วิ่งตามมาสังเกตเห็นและชะลอความเร็วเพื่อเปลี่ยนเลนทัน

เลี่ยงการลงจากรถในจุดเสี่ยง

3. เลี่ยงการลงจากรถในจุดเสี่ยง

ความปลอดภัยของตัวเองต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ ถ้าจุดที่รถเสียเป็นพื้นที่อันตราย เช่น บนทางด่วน ถนนมืดสนิท หรือทางเปลี่ยว การนั่งรอในรถคือทางเลือกที่เซฟที่สุด แนะนำให้กดล็อกประตูรถให้เรียบร้อย คาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ แล้วใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อขอความช่วยเหลือแทนการลงไปเดินสำรวจข้างนอกรถโดยไม่จำเป็น พร้อมทั้งสังเกตจุดอ้างอิงรอบตัวเพื่อแจ้งพิกัดให้ปลายสายรู้

4. โทรขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว ประกัน หรือบริการฉุกเฉิน

การติดต่อหาคนที่พึ่งพาได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงได้เร็ว เลือกโทรหาคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้เพื่อแจ้งสถานการณ์ หรือโทรติดต่อบริษัทประกันรถยนต์ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่ที่มักจะคอยดูแลประสานงานส่งช่างเทคนิคหรือรถยกมาดูแลถึงที่ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้การเผชิญหน้ากับเรื่องไม่คาดคิดกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเยอะ

5. อย่าฝืนขับต่อหากรถมีอาการผิดปกติรุนแรง

การหยุดรถทันทีเมื่อเจอสัญญาณเตือนเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เสียหายบานปลาย ช่วยรักษาความปลอดภัย ถ้าพบว่ารถมีควันพุ่งขึ้นมาจากกระโปรงหน้า เครื่องยนต์ร้อนจัดจนเข็มความร้อนแตะขีดแดง ระบบเบรกไม่ทำงาน หรือยางแตก ห้ามฝืนขับต่อไปข้างหน้าเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ระบบกลไกต่างๆ ชำรุดจนซ่อมยากแล้ว ยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ควรรอรถยกหรือช่างผู้เชี่ยวชาญมาจัดการดีกว่า

สรุปเช็กรถให้ชัวร์ก่อนออกเดินทาง

การรู้วิธีเช็กรถด้วยตัวเอง เป็นสกิลที่มีประโยชน์มากจริงๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องขับรถเดินทางคนเดียว การสละเวลาสักนิดมาตรวจจุดสำคัญอย่างลมยาง น้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น และระบบไฟส่องสว่าง ก่อนออกเดินทาง ช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงเรื่องรถเสียกลางทางได้

แต่อุบัติเหตุหรือเรื่องไม่คาดคิดบนท้องถนนเกิดขึ้นได้เสมอ... การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมไว้รองรับความเสี่ยงจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะประกันรถยนต์ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง คอยเป็นผู้ช่วยส่วนตัว คอยประสานงานส่งช่าง จัดหารถยก หรือรถสไลด์มาดูแลเราทันที ตัดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและการวิ่งหาอู่ซ่อมในถิ่นที่ไม่คุ้นเคยไปได้เลย 

เลือกแผนประกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และคุ้มค่า ให้แพลตฟอร์มของ heygoody เป็นตัวช่วยให้เรื่องประกันเป็นเรื่องง่าย เข้ามาเลือกและเปรียบเทียบประกันจากหลายบริษัทชั้นนำได้ด้วยตัวเอง เช็กราคาและความคุ้มครองที่ใช่ เพื่อความอุ่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่ 

ซื้อผ่าน heygoody เคลมได้จริง จะติดต่อบริษัทประกันเพื่อเคลมเองก็ไม่มีปัญหา เคลมได้เหมือนซื้อตรงกับประกัน หรือจะปรึกษาแอดมิน heygoody เรื่องเตรียมเอกสารเคลม ช่วยติดตามเคลมก็ทักแชทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง LINE @heygoody

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเช็กรถด้วยตัวเอง (FAQ)

ควรเช็กรถก่อนเดินทางกี่วัน?

ควรเช็กล่วงหน้าประมาณ 3-7 วัน เผื่อเวลาไว้เผื่อกรณีที่ช่างตรวจพบชิ้นส่วนชำรุดหรือต้องรอสั่งอะไหล่ การเช็กแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีเวลาซ่อมรถได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องเลื่อนทริปให้เสียแพลนเดินทาง

ถ้าไฟเตือนขึ้นหน้าปัด ขับต่อได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับสีของไฟเตือนเป็นหลัก ถ้าเป็นไฟสีเหลืองหรือส้ม หมายความว่าระบบเริ่มมีปัญหาแต่ยังพอประคองรถเข้าอู่ใกล้ที่สุดได้ แต่ถ้าเป็นไฟสีแดง ต้องรีบหาที่จอดที่ปลอดภัยและดับเครื่องยนต์ทันที เพราะนั่นคือสัญญาณวิกฤต เช่น เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือน้ำมันเครื่องแห้ง ถ้าฝืนขับต่อเครื่องยนต์อาจพังเสียหายหนักได้

จำเป็นต้องเข้าศูนย์ก่อนเดินทางไกลไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้ารถเพิ่งเข้าศูนย์เช็กระยะมาไม่นาน และลองเช็กของเหลวว ลมยาง และระบบไฟด้วยตัวเองแล้วพบว่าปกติ ก็สามารถเดินทางได้เลย แต่ถ้ารถใกล้ถึงรอบเช็กระยะพอดี หรือขับอย่างเดียวตรวจรถเองไม่เป็น การเลี้ยวเข้าศูนย์ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเช็กให้ก็ชัวร์และอุ่นใจกว่า

รถเก่าต้องเช็กอะไรบ้าง?

เน้นเช็กระบบของเหลว ระบบหล่อเย็น และชิ้นส่วนที่ทำจากยางเป็นพิเศษ ควรเช็กว่าหม้อน้ำและท่อยางต่างๆ มีรอยแตกร้าวหรือรั่วซึมไหม ระดับน้ำมันเครื่องและน้ำมันเบรกอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเปล่า รวมถึงสภาพสายพานและผ้าเบรก เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้ในรถเก่าจะเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและทำให้รถเสียหรือความร้อนขึ้นได้ง่ายกว่า

5 เอกสารสําคัญที่ควรมีติดรถ มีอะไรบ้าง?

มาดู 5 เอกสารหลักที่ต้องมี เพราะการมีเอกสารเหล่านี้พร้อมอยู่ในรถช่วยให้อุ่นใจพร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเจอเจอกับด่านตรวจ หรือต้องใช้ประสานงานเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด 

  1. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
  2. ใบขับขี่ 
  3. สำเนาคู่มือจดทะเบียนรถ
  4. ป้ายภาษีประจำปี (ที่ติดหน้ากระจก)
  5. เอกสาร พ.ร.บ. 

แชร์
ไปเลือกประกันรถยนต์กัน!
แค่กรอกข้อมูลง่าย ๆ แล้วให้ heygoody เสนอแผนที่เหมาะกับคุณ
เช็คราคาเบี้ย
ไปเลือกประกันรถยนต์กัน!
แค่กรอกข้อมูลง่าย ๆ แล้วให้ heygoody เสนอแผนที่เหมาะกับคุณ
เช็คราคาเบี้ย
แชร์
แชร์
25 รางวัล
การันตีความสำเร็จ
จากเวทีระดับโลก
ดูรางวัลทั้งหมด
IIC ASIA Awards 2026
  • DATA & ANALYTICS VISIONARY AWARD
  • WOMEN IN INSURANCE LEADERSHIP AWARD
IDC Future Enterprise Awards 2025
Winner หมวดหมู่ Special Award for Digital Native Business
Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore
Silver หมวดหมู่ Best Financial & Investment Influencer Campaign
The Asian Banker
Winner หมวดหมู่ RETAIL FINANCE DIGITAL AND FRICTIONLESS AWARDS- Best Customer Experience Initiative – "Do Not Call" Policy
Digital CX Awards 2025
Winner หมวดหมู่ Outstanding Digital CX Transformation in insurance- Thailand
CX Asia 2025
Silver หมวดหมู่ Best use of CX Technology
ITC Asia Awards
Winner หมวดหมู่ C-Suit of the year
Insure Tech Connect Asia
Brokerage Breakthrough · Data
Analytics Master Awards - 2024
Global Retail Banking Innovation
Best Customer Centric Business Model - 2024
New York Festivals Awards 2024
Best Customer Centric Business Model - 2024
The Work 2024
Film/TV Craft · Film/Web Film · Culture · Work for Good · Branded Content+Entertainment - 2024
Thailand Influencer Awards 2024 by Tellscore
Best Financial & Investment Influencer Campaign - 2024
AdPeople Awards & Symposium 2024
  • Silver หมวดหมู่ Craft
  • Bronze หมวดหมู่ Craft
  • Bronze หมวดหมู่ Film
Marketing Award of Thailand 2024
Silver -Brand Experience & Communication
ช่องทางการติดต่อ
เลขที่ใบอนุญาตประกันวินาศภัย ว00015/2556
เลขที่ใบอนุญาตเสนอขายประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ อลว 015521000/2563 บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)
เลขที่ใบอนุญาตประกันวินาศภัย
chevron-down