Key Takeaway
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเปรียบเสมือนปลั๊กชาร์จพลังสูงที่ช่วยแปลงกระแสไฟบ้าน (AC) เป็นไฟกระแสตรง (DC) เพื่อเก็บในแบตเตอรี่รถยนต์ มาพร้อมระบบควบคุมแรงดันไฟให้เสถียร ช่วยให้เราชาร์จไฟได้ปลอดภัยและถนอมแบตเตอรี่รถ
เครื่องชาร์จรถไฟฟ้ามี 4 แบบหลัก ตั้งแต่ AC Charger (ชาร์จปกติ) DC Fast Charger (ชาร์จเร็วตามสถานี) Wallbox (เครื่องชาร์จยอดฮิตสำหรับติดที่บ้าน) และ Portable Charger (สายชาร์จพกพา) มีความเร็วและกำลังไฟต่างกัน
เลือกเครื่องชาร์จให้ตอบโจทย์ เฮ้กู๊ดดี้แนะนำให้ประเมินจากพฤติกรรมการขับขี่ ระยะทางที่ใช้ต่อวัน และต้องไม่ลืมเช็กสเปกรถด้วยว่ารองรับหัวชาร์จแบบไหนและรับกำลังไฟ (kW) ได้สูงสุดเท่าไร เพื่อให้ใช้งานคุ้มค่า
เตรียมความพร้อมก่อนติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน สิ่งสำคัญคือต้องให้ช่างเช็กโหลดไฟและขออัปเกรดมิเตอร์เป็นขนาด 30/100 แอมป์ (หรือขอมิเตอร์ TOU) พร้อมเลือกจุดติดตั้งให้ปลอดภัย และต้องขออนุญาตก่อนเสมอถ้าอยู่คอนโด
ยุคนี้ใครๆ ก็หันมาขับรถ EV กันมากขึ้น แต่ปัญหาชวนปวดหัวของมือใหม่หลายคนคงหนีไม่พ้นเรื่องอุปกรณ์ชาร์จไฟใช่ไหม? ไปสถานีทีไรเจอหัวชาร์จหลายแบบจนแอบงง เฮ้กู๊ดดี้เลยขอพาเหล่ากู๊ดดี้มาไขข้อข้องใจกัน
โดยพื้นฐานแล้ว เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามี 4 แบบหลัก ได้แก่ AC (ชาร์จปกติ) DC (ชาร์จเร็ว) Wallbox (ติดตั้งที่บ้าน) และ Portable (พกพาได้) ต่างกันที่ความเร็ว กำลังไฟ และการใช้งาน ใครที่กำลังจะถอยรถไฟฟ้าคันใหม่ หรือเล็งจะติดที่ชาร์จไว้ที่บ้าน ตามมาดูรายละเอียดกันเลย จะได้เลือกใช้ให้ตอบโจทย์และถนอมแบตรถคันโปรดไปได้นานๆ!
เข้าใจง่ายๆ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า คืออะไร?
เครื่องชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) คืออุปกรณ์ส่งผ่านพลังงานจากแหล่งจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เหมือนปลั๊กชาร์จมือถือ แต่มีกำลังไฟที่สูงกว่ามาก หลักทำงานพื้นฐานเข้าใจง่ายๆ คือตัวเครื่องชาร์จหรือระบบ On-board Charger ในรถ จะแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากไฟบ้าน ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เพื่อกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่ สาเหตุที่รถ EV ต้องใช้เครื่องชาร์จเฉพาะทางก็เพื่อความปลอดภัย เพราะตัวเครื่องจะคอยทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟ ให้เสถียร จ่ายไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม พร้อมตัดไฟทันทีเมื่อมีสิ่งผิดปกติ จึงช่วยป้องกันแบตเตอรี่เสียหาย ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร และถนอมอายุการใช้งานรถของเหล่ากู๊ดดี้ให้อยู่ไปได้ยาวๆ เลย
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนดี
มาทำความรู้จักไอเทมคู่ใจชาว EV กัน! หัวชาร์จแต่ละแบบก็เหมือนสไตล์การกินอาหารของรถเรา ที่มีทั้งแบบค่อยๆ เติมพลังไปเรื่อยๆ และถ้ารีบก็มีแบบฟาสต์ฟูด ชาร์จไวในพริบตา เฮ้กู๊ดดี้สรุป 4 ประเภทหลักมาให้แล้ว มาดูกันเลยว่าสไตล์ไหนจะเหมาะกับรถและการใช้งาน
1. AC Charger (ชาร์จปกติ ใช้ที่บ้าน)
ส่วนใหญ่ในไทยจะใช้เป็นหัวชาร์จ Type 2 (มาตรฐานยุโรป) ส่วนรถรุ่นเก่าๆ บางรุ่นอาจจะยังใช้หัวแบบ Type 1 อยู่
เป็นการจ่ายไฟกระแสสลับเข้าตัวรถแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับสายจอดแช่ข้ามคืนที่บ้าน หรือจอดทิ้งไว้ตอนไปทำงาน ที่ออฟฟิศ ไม่เน้นเร็ว
ข้อดีคือถนอมแบตเตอรี่ได้ดี ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตได้นาน แต่ข้อจำกัดคือใช้เวลาชาร์จนาน (ประมาณ 6-10 ชั่วโมงขึ้นไป) ไม่ค่อยตอบโจทย์เวลารีบ
2. DC Fast Charger (ชาร์จเร็ว)
ประเภทหัวชาร์จยอดฮิตในไทยคือ CCS2 ส่วนอีกแบบคือ CHAdeMO (มาตรฐานญี่ปุ่น) และฝั่งรถ Tesla ก็จะมีหัวชาร์จเฉพาะอย่าง Supercharger
เป็นการอัดประจุไฟกระแสตรงเข้าแบตเตอรี่โดยตรง ทำให้เต็มไวมาก พบตามสถานีบริการน้ำมันหรือจุดพักรถ เหมาะกับสายเดินทางข้ามจังหวัดหรือตอนฉุกเฉิน
ข้อดีคือชาร์จไวทันใจ (0-80% ในเวลาแค่ 30-45 นาที) แต่ข้อจำกัดคือทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไว ถ้าใช้บ่อยเกินจำเป็น และค่าบริการต่อหน่วยก็แพงกว่าการชาร์จแบบ AC ด้วยนะ
3. Wallbox (ตัวฮิตสำหรับบ้าน)
ต่างจาก AC ปกติ และหัวชาร์จ Wallbox ก็คือเครื่องชาร์จ AC แบบติดผนัง นั่นเอง ใช้หัวชาร์จ Type 2 เป็นหลัก แต่มีกล่องควบคุมที่ช่วยให้จ่ายไฟได้เสถียรและมีกำลังไฟสูงกว่าสายชาร์จที่แถมมากับรถ
สามารถตั้งเวลาชาร์จ (Smart Charging) เพื่อใช้เรตค่าไฟ TOU ช่วงกลางคืนที่ถูกกว่าได้ เหมาะกับชาว EV ทุกคนที่อยากติดตั้งเครื่องชาร์จส่วนตัวไว้ที่บ้าน เพื่อความอุ่นใจ
ข้อดีคือปลอดภัยมาก ชาร์จไวกว่าสายพกพา และถนอมแบต แต่ข้อจำกัดคือต้องลงทุนค่าเครื่องและค่าติดตั้งเดินระบบไฟใหม่ อาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท และไม่สามารถพกพาได้
4. Portable Charger (สายชาร์จพกพา)
เป็นสายชาร์จฉุกเฉิน ที่แถมมากับรถ สามารถใช้เสียบเข้ากับเต้ารับ 3 ตา (ที่รองรับกำลังไฟ) ตามบ้านหรือที่พักทั่วไปเพื่อชาร์จไฟเข้ารถได้เลย
โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว เหมาะกับสายเที่ยวที่ชอบไปพักตามโฮมสเตย์หรือต่างจังหวัด หรือพกติดรถไว้เป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินตอนหาสถานีชาร์จหลักไม่ได้
ข้อดีคือพกพาง่าย เสียบใช้งานได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งระบบอะไรเพิ่ม แต่ข้อจำกัดคือชาร์จได้ช้ามากๆ (ใช้เวลา 15 ชั่วโมงขึ้นไป) และต้องระวังเรื่องความร้อนของปลั๊กไฟบ้านด้วย
เลือกเครื่องชาร์จรถไฟฟ้ายังไงให้เหมาะกับการใช้งาน
จะติดตู้ชาร์จที่บ้านทั้งที จะเลือกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ! เฮ้กู๊ดดี้มีทริกการเลือกเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเหล่ากู๊ดดี้มาฝากกัน รับรองว่าได้เครื่องที่ใช้งานได้จริง ปลอดภัย และถนอมรถคันโปรดได้แน่นอน
เช็กพฤติกรรมการใช้รถก่อน
ระยะทางขับขี่ต่อวัน ถ้าปกติเหล่ากู๊ดดี้ขับแค่ไป-กลับออฟฟิศ วันละ 30-50 กิโลเมตร เครื่องชาร์จแบบธรรมดากำลังไฟไม่ต้องสูงมากก็เอาอยู่ แต่ถ้าต้องวิ่งทางไกลหรือเป็นสายลุยที่ใช้แบตเยอะทุกวัน อาจต้องมองหากำลังไฟที่สูงขึ้นเพื่อให้ชาร์จเต็มทันใช้งานรอบต่อไป
เน้นชาร์จกลางคืนไหม? ถ้าไลฟ์สไตล์คือขับกลางวันและจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านข้ามคืน การติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า Wallbox ถือว่าตอบโจทย์สุดๆ ยิ่งถ้าบ้านไหนเปลี่ยนมิเตอร์ไฟเป็นแบบ TOU การตั้งเวลาชาร์จช่วงกลางคืนจะช่วยเซฟค่าไฟไปได้มากเลย
เลือกกำลังไฟ (kW) ให้เหมาะ
3.7 kW (1-Phase) เป็นกำลังไฟที่ค่อนข้างต่ำ เหมาะสำหรับรถยนต์กลุ่ม Plug-in Hybrid (PHEV) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ไม่ใหญ่มาก เสียบชาร์จข้ามคืนก็เต็มพร้อมวิ่งได้สบายๆ
7.4 kW (1-Phase) นี่คือกำลังไฟมาตรฐาน ยอดฮิตที่บ้านส่วนใหญ่และรถ EV ในไทยนิยมใช้กัน สามารถชาร์จรถไฟฟ้าแบบ 100% ให้เต็มได้ภายในเวลาข้ามคืน (ประมาณ 7-10 ชั่วโมง)
11 kW (3-Phase) ขยับความเร็วขึ้นมาอีกสเต็ป เหมาะสำหรับบ้านที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าแบบ 3 เฟส และตัวรถต้องมี On-board Charger ที่รองรับไฟ 11 kW ด้วยนะ ถึงจะดึงไฟไปใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ
22 kW (3-Phase) สเป็กแรงสุดสำหรับ Wallbox ตามบ้าน จ่ายไฟได้เต็มสตรีมและรวดเร็ว เหมาะกับรถยุโรปหรือรถ EV แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่รองรับการรับกระแสไฟ AC ระดับ 22 kW
เช็กรุ่นรถที่รองรับ
มาตรฐาน Type 2 รถ EV ส่วนใหญ่ที่ทำตลาดในบ้านเราตอนนี้ ใช้พอร์ตชาร์จ AC แบบ Type 2 เป็นมาตรฐาน ดังนั้น เวลาเลือกซื้อเครื่องชาร์จ Wallbox ควรเลือกแบบที่หัวสายชาร์จเป็น Type 2 เพื่อให้เสียบใช้งานได้ทันที
หัวชาร์จ Type 1 สำหรับใครที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก่า หรือรถที่นำเข้ามาจากบางประเทศ อาจจะยังเป็นหัวพอร์ตแบบ Type 1 อยู่ กรณีนี้อาจจะต้องซื้ออะแด็ปเตอร์มาแปลงหัวชาร์จเพิ่มเติม
ดูมาตรฐานสถานีชาร์จสาธารณะ
เช็กหัวชาร์จ DC ที่รถรองรับ นอกจากเครื่องชาร์จที่บ้านแล้ว ต้องรู้ด้วยว่ารถเรารองรับพอร์ตชาร์จด่วนแบบไหน ส่วนใหญ่จะเป็นหัว CCS2 จะได้ขับเข้าสถานีสาธารณะและเลือกตู้ชาร์จได้ถูก
ใช้งานร่วมกับแอปสาธารณะ ควรศึกษาว่าสถานีชาร์จสาธารณะที่เราต้องวิ่งผ่านบ่อยๆ (เช่น PTT EV Station, PEA VOLTA) ใช้หัวชาร์จมาตรฐานแบบไหน เพื่อให้เราวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้นเมื่อต้องขับออกต่างจังหวัด
ดูฟีเจอร์ที่ควรมี
รองรับ Smart App เลือกเครื่องชาร์จที่เชื่อมต่อ Wi-Fi และสั่งการผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนได้ จะช่วยให้เหล่ากู๊ดดี้เช็กสถานะแบตเตอรี่ ดูประวัติการใช้ไฟ หรือสั่งหยุดชาร์จจากที่ไหนก็ได้
ฟีเจอร์ตั้งเวลา ขาดไม่ได้สำหรับคนใช้ไฟเรต TOU เพราะสามารถเสียบสายทิ้งไว้ตอนหัวค่ำ แล้วตั้งเวลาให้เครื่องเริ่มจ่ายไฟตอน 22:00 น. อัตโนมัติ เพื่อให้ได้ค่าไฟเรตที่ถูกที่สุด
ระบบความปลอดภัย ต้องเช็กให้ชัวร์ว่าเครื่องชาร์จมีเบรกเกอร์กันดูด (RCBO) หรือระบบตัดไฟอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุไฟกระชาก ไฟตก หรือมีความร้อนสูงเกินไป เพื่อปกป้องรถยนต์และระบบไฟของบ้านให้ปลอดภัย
อยากติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ตัดสินใจถอยรถ EV มาแล้ว สเต็ปต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเตรียมพร้อมปั๊มน้ำมันส่วนตัวไว้ที่บ้าน! การติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าไม่ใช่แค่ซื้อมาแล้วเสียบปลั๊กก็ใช้ได้เลย แต่ต้องประเมินและปรับปรุงระบบไฟให้ได้มาตรฐาน เฮ้กู๊ดดี้สรุป 4 เช็กลิสต์มาให้แล้วว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ตามมาดูกัน!
ระบบไฟบ้านต้องพร้อม
มิเตอร์ไฟ เช็กบิลค่าไฟหรือดูที่ตัวมิเตอร์หน้าบ้านว่าขนาดเท่าไร บ้านทั่วไปเป็น 15 หรือ 45 แอมป์ อาจไม่พอและทำให้ไฟตกได้ แนะนำให้ติดต่อการไฟฟ้าเพื่อขออัปเกรดเป็น 30 หรือ 100 แอมป์ (1-Phase) หรือขอติดตั้งมิเตอร์ลูกที่ 2 สำหรับชาร์จ EV โดยเฉพาะ
โหลดไฟ ต้องให้ช่างไฟฟ้าเข้ามาประเมินว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิมในบ้านกินไฟไปเท่าไรแล้ว ถ้าติดตั้งตู้ชาร์จเพิ่ม จำเป็นต้องเดินสายเมนไฟเข้าบ้านใหม่ให้ใหญ่ขึ้นไหม หรือต้องติดตู้เบรกเกอร์แยกวงจรสำหรับ EV ออกมาต่างหากเพื่อความปลอดภัย
เช็กตำแหน่งติดตั้ง
ใกล้ที่จอดรถ ลองกะระยะดูว่าช่องเสียบชาร์จของรถเราอยู่ฝั่งไหน (ซ้าย ขวา หรือหน้า) และสายชาร์จของเครื่องยาวพอไหม (ปกติยาวประมาณ 5-7 เมตร) ควรเลือกจุดติดตั้งตู้ Wallbox ที่ดึงสายมาเสียบได้สบายๆ ไม่ตึงเกินไป และสายต้องไม่พาดขวางทางเดิน
กันน้ำและหลบแดด แม้เครื่องชาร์จส่วนใหญ่จะผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น (IP54 หรือ IP65) แต่เฮ้กู๊ดดี้แนะนำให้หาตำแหน่งที่มีหลังคาคลุม หรือมีตู้ครอบกันฝนอีกชั้น เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดดแรงๆ และยืดอายุการใช้งานเครื่องชาร์จให้อยู่กับเราไปนานๆ
การขออนุญาต
บ้าน ถ้าต้องเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ หรือขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อใช้เรตค่าไฟแบบ TOU เหล่ากู๊ดดี้ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตและขอให้เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เข้ามาตรวจระบบไฟที่บ้านให้ผ่านเกณฑ์ก่อน
คอนโด สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรือหมู่บ้านที่มีพื้นที่จอดรถจำกัด ห้ามลุยติดตั้งเองเด็ดขาดนะ! ต้องเดินไปสอบถามและขออนุญาตจากนิติบุคคลก่อนเสมอ เพราะแต่ละโครงการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้ไฟส่วนกลางและการเจาะผนังที่ต่างกัน
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่าเครื่องชาร์จ ราคาจะผันแปรตามแบรนด์ กำลังไฟ (kW) และฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000-40,000 บาท แต่ถ้าค่ายรถแถมเครื่องชาร์จมาให้พร้อมโปรโมชันออกรถ ก็ช่วยเซฟงบก้อนนี้ไปได้เต็มๆ เลย
ค่าติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟ ส่วนนี้จะรวมค่าเดินสายไฟ ท่อร้อยสายไฟ เบรกเกอร์ อุปกรณ์เซฟตี และค่าแรงช่างไฟฟ้า ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางจากตู้เมนไฟในบ้านลากมาจนถึงจุดติดตั้ง แนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากช่างหลายๆ เจ้าเพื่อความคุ้มค่า
ความเสี่ยงจากการชาร์จรถไฟฟ้าที่ควรรู้ (และวิธีรับมือ)
ถึงแม้ระบบรถ EV และเครื่องชาร์จยุคนี้จะถูกพัฒนามาให้ปลอดภัยมากๆ แล้ว แต่เมื่อต้องรับมือกับกระแสไฟฟ้ากำลังสูงก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่บ้าง เฮ้กู๊ดดี้ขอพามาเช็กจุดที่ควรระวัง พร้อมทริกรับมือง่ายๆ เพื่อให้ทุกการชาร์จปลอดภัยและถนอมรถคันโปรดไปได้นานๆ
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ไฟฟ้าลัดวงจร ถ้าระบบไฟในบ้านไม่ได้อัปเกรดให้รองรับกำลังไฟที่สูงขึ้น หรือสายชาร์จมีรอยชำรุด อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมจนทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟตก หรือร้ายแรงถึงขั้นไฟไหม้ได้
แบตเตอรี่เสื่อมก่อนเวลาอันควร พฤติกรรมการชาร์จมีผลโดยตรงกับอายุแบตเตอรี่ เช่น การอัดชาร์จเร็วบ่อยเกิน หรือปล่อยให้แบตเตอรี่ลดลงเหลือ 0% แล้วค่อยชาร์จ จะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพไวขึ้น
อุปกรณ์เสียหายจากไฟกระชาก ในช่วงที่ฝนตกหนักหรือมีพายุ ถ้าเกิดไฟดับหรือไฟกระชาก แล้วเครื่องชาร์จไม่มีระบบตัดไฟที่ดีพอ อาจทำให้แผงวงจรในตู้ Wallbox หรือตัว On-board Charger ของรถพังเสียหายได้
วิธีลดความเสี่ยงง่ายๆ
ใช้อุปกรณ์มาตรฐานสากล เลือกติดตั้งตู้ Wallbox และสายชาร์จที่ได้รับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากล มีระบบเบรกเกอร์กันดูด (RCBO) ครบ เลี่ยงอุปกรณ์ราคาถูกเกินไปแต่ไม่มีใบรับรองความปลอดภัย
ตรวจสอบระบบไฟสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตสภาพหัวชาร์จ สายไฟ และตู้ควบคุมว่าไม่มีรอยแตกหัก รอยไหม้ หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ขณะชาร์จ ถ้าพบความผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ควรหยุดใช้และเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบทันที
เสริมความอุ่นใจด้วยประกันรถยนต์ไฟฟ้า
เชื่อมโยงการดูแลความเสี่ยง เพราะอุบัติเหตุทางไฟฟ้าเป็นสิ่งที่คาดเดายาก การมีประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อรถ EV โดยเฉพาะ จะช่วยรับจบปัญหาค่าใช้จ่ายก้อนโตถ้าเกิดเหตุแบตเตอรี่เสียหาย หรือไฟไหม้จากการลัดวงจร
ครอบคลุมอุปกรณ์และความเสียหาย แผนประกันรถ EV ชั้นนำหลายๆ เจ้าปัจจุบัน ไม่ได้คุ้มครองแค่ตัวรถนะ แต่ยังขยายความคุ้มครองไปถึงตัวเครื่องชาร์จ Wallbox ที่บ้าน และสายชาร์จพกพาที่แถมมากับรถด้วย ทำให้ใช้งานได้อุ่นใจกว่าเดิมมาก
การมีเครื่องชาร์จที่ดีคือจุดเริ่มต้น แต่การดูแลความเสี่ยงก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิด ประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมจะช่วยให้มั่นใจทุกการใช้งานมากขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ heygoody
สรุป
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งสำคัญที่ชาว EV ต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน โดยหลักๆ มีให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ AC Charger, DC Fast Charger, Wallbox และ Portable Charger การจะเลือกใช้แบบไหนนั้น ควรประเมินจากพฤติกรรมการขับขี่ ระยะทางที่ใช้ต่อวัน และสเป็กรถของเราเป็นหลัก
สำหรับใครที่วางแผนจะติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า Wallbox ไว้ที่บ้าน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบระบบไฟ อัปเกรดมิเตอร์ และติดตั้งอุปกรณ์เซฟตีให้ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยถนอมแบตเตอรี่รถคันโปรดให้อยู่กับเหล่ากู๊ดดี้ไปอีกนาน
และเพื่อความอุ่นใจในทุกการใช้งาน เฮ้กู๊ดดี้ขอแนะนำให้เสริมเกราะป้องกันด้วยประกันรถยนต์ไฟฟ้า จาก heygoody ที่ให้เหล่ากู๊ดดี้เปรียบเทียบแผนและซื้อได้ผ่านออนไลน์ คุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ ไปจนถึงเครื่องชาร์จที่บ้าน พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ให้ขับขี่และชาร์จไฟได้มั่นใจเต็มร้อย!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (FAQ)
ติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV ที่บ้านต้องเปลี่ยนมิเตอร์เป็นขนาดเท่าไร?
เฮ้กู๊ดดี้แนะนำให้อัปเกรดมิเตอร์ไฟบ้านเป็นขนาด 30 หรือ 100 แอมป์ (1-Phase) หรือติดตั้งมิเตอร์ลูกที่ 2 สำหรับชาร์จรถ EV (จะขอเป็นเรต TOU) โดยเฉพาะ เพื่อให้รองรับการดึงกระแสไฟที่สูงขึ้นได้เสถียร และป้องกันปัญหาไฟตกหรือไฟกระชากที่อาจทำให้รถเสียหายได้
ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1 ครั้ง ใช้เวลานานกี่ชั่วโมง?
เวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องชาร์จและขนาดแบตเตอรี่ ถ้าเป็นการชาร์จปกติแบบ AC (Wallbox ที่บ้าน) จะใช้เวลาประมาณ 6-10 ชั่วโมง เหมาะกับการเสียบชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน แต่ถ้าชาร์จด่วนแบบ DC ตามสถานี จะใช้เวลาแค่ 30-45 นาที (0-80%) ก็พร้อมลุยต่อแล้ว
หัวชาร์จ Type 2 กับ CCS2 ต่างกันยังไง?
จุดสังเกตง่ายๆ คือ Type 2 เป็นหัวมาตรฐานสำหรับชาร์จไฟบ้าน (AC) ส่วน CCS2 จะเป็นหัวสำหรับชาร์จด่วน (DC) ที่หน้าตาด้านบนเหมือน Type 2 ทุกอย่าง แต่จะเพิ่มเต้ารับไฟกระแสตรงด้านล่างพ่วงมาด้วยอีก 2 รู ทำให้รองรับกำลังไฟและชาร์จได้ไวกว่ามาก
เครื่องชาร์จรถ EV ติดตั้งกลางแจ้งได้ไหม?
ติดตั้งได้ เพราะเครื่องชาร์จ (Wallbox) ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 หรือ IP65 แต่เฮ้กู๊ดดี้แนะนำว่าควรหาหลังคาคลุมหรือติดตั้งตู้ครอบกันฝนเพิ่ม จะดีกว่า เพื่อป้องกันความร้อนสะสมจากแดดจัด ช่วยยืดอายุการใช้งานของแผงวงจรได้อีกนานเลย
เครื่องชาร์จขึ้นไฟสีแดง ชาร์จไฟไม่เข้า เกิดจากอะไร?
ไฟสถานะสีแดงเป็นการแจ้งเตือนระบบขัดข้อง (Error) อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เสียบหัวชาร์จไม่สนิท ระบบไฟฟ้ามีปัญหา (ไฟตก ไฟกระชาก สายดินมีปัญหา) หรือตัวเครื่องมีความร้อนสะสมสูงเกินไป เบื้องต้นแนะนำให้ลองถอดปลั๊กแล้วเสียบใหม่ ถ้ายังไม่หายควรติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบทันที